26/07/2026
คุณคะ วันนี้ฉันมีคำถาม…
ถ้าวันหนึ่ง AI ทำให้คุณรวยเป็นหมื่นล้าน คุณจะเอาอะไรแขวนบนผนังบ้าน?
ฉันมีทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับคนรวย
ตอนยังมีเงินไม่มาก เราซื้อของเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น
พอมีเงินมากขึ้น เราซื้อของเพื่อบอกคนอื่นว่าเรามาถึงตรงไหนแล้ว
แต่พอรวยจนไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใครอีก สิ่งที่เราเลือกซื้อกลับเริ่มบอกว่า เราเป็นใคร
และนี่เป็นเหตุผลที่ฉันชอบดู “ของสะสมของคนรวย” มากกว่าดูอันดับมหาเศรษฐี
เพราะ Forbes บอกได้ว่าใครมีเงินเท่าไร
แต่ห้องรับแขกของเขา บางทีบอกได้มากกว่านั้นเยอะ
ยุคหนึ่ง คนที่มีเงินมากที่สุดในโลกคือกษัตริย์ ขุนนาง และเจ้าของที่ดิน
พวกเขาสร้างวัง ซื้อภาพวาด สั่งทำเฟอร์นิเจอร์ และสะสมหนังสือที่คนธรรมดาทั้งชีวิตอาจไม่มีโอกาสเห็น
ต่อมาเงินย้ายจากราชสำนักไปโรงงาน จากโรงงานไป Wall Street😅
รสนิยมของคนรวยก็ย้ายตามเงินไปด้วย
เศรษฐีอเมริกันรุ่นอุตสาหกรรมกวาดซื้อสมบัติยุโรปกลับบ้าน
มหาเศรษฐี Wall Street รุ่นต่อมาแข่งกันซื้อ Picasso, Warhol, Basquiat และศิลปะร่วมสมัย
แต่วันนี้ เงินก้อนใหม่ของโลกกำลังเกิดจากคนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง
คนที่ไม่ได้รวยจากน้ำมัน โรงงาน อสังหาริมทรัพย์ หรือการซื้อขายพันธบัตรค่ะคุณ
แต่รวยจาก AI, chips, software, rockets และบริษัทที่สินทรัพย์สำคัญที่สุดอาจมองไม่เห็นด้วยตา
คนเหล่านี้บางคนใส่ hoodie ไปประชุม
บางคนขับรถธรรมดา
บางคนไม่ได้ดูเหมือนภาพ “มหาเศรษฐี” ที่เราเคยรู้จักเลย
แต่ความมั่งคั่งของพวกเขากำลังใหญ่พอที่จะสร้างรสนิยมของคนรวยยุคต่อไป
คำถามคือ
มหาเศรษฐี AI จะสะสมอะไร?
ฉันกำลังสนุกกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Trading Beauty ของ Valentina Castellani
ชื่อหนังสือดีมาก เพราะคำว่า Trading กับ Beauty ฟังดูเหมือนไม่ควรอยู่ในประโยคเดียวกัน
คำหนึ่งเป็นเรื่องราคา
อีกคำหนึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีราคา
แต่ตลาดศิลปะคือสถานที่ซึ่งสองคำนี้แต่งงานกันมาหลายร้อยปีแล้ว
Castellani พาเราเข้าไปดูโลกที่ภาพวาดหนึ่งภาพไม่ได้มีราคาเพราะ “สวย” เท่านั้น
แต่มูลค่าของมันถูกประกอบขึ้นจากศิลปิน ประวัติศาสตร์ ความหายาก เจ้าของเดิม นักสะสม dealer, auction house, curator และ museum
รวมถึงคนจำนวนหนึ่งที่มีอำนาจมากพอจะบอกโลกว่า
งานชิ้นนี้สำคัญ
สิ่งหนึ่งจากหนังสือที่ฉันคิดว่าน่าสนใจมาก คือทุกครั้งที่โลกเปลี่ยนวิธีสร้างความมั่งคั่ง
คนที่ได้ครอบครองเงินก้อนใหม่ มักพารสนิยมใหม่เข้ามาด้วยเสมอ
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากรู้ว่าอะไรอาจมีค่าขึ้นในอนาคต
บางทีอย่าเพิ่งดูแต่สิ่งของ
ลองดูก่อนว่า เงินกำลังย้ายไปอยู่ในมือของใคร
และนี่ทำให้ยุค AI สนุกเป็นพิเศษ
เพราะเราอาจกำลังเข้าสู่โลกที่ “ความสวย” ผลิตได้แทบไม่จำกัด
วันนี้ AI สร้างภาพที่สวยจนเราแยกแทบไม่ออกได้ภายในไม่กี่วินาที
พรุ่งนี้มันอาจแต่งเพลง เขียนนิยาย ออกแบบบ้าน หรือสร้างภาพยนตร์ได้ในต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อย ๆ
ถ้าอย่างนั้น ฉันกลับสงสัยว่า
ของที่สร้างโดยมนุษย์ จะยิ่งแพงขึ้นหรือเปล่า?
เพราะเศรษฐศาสตร์มีนิสัยตลกอย่างหนึ่ง
ของที่มีมาก ราคามักลดลง
ของที่เพิ่มจำนวนไม่ได้ เรากลับเริ่มอยากได้มัน
ยิ่งโลกผลิต perfection ได้ง่ายเท่าไร
รอยพู่กันที่ไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ อาจยิ่งมีเสน่ห์ขึ้นเท่านั้น
และนี่ทำให้ Old Masters กลับมาน่าสนใจมาก
สำหรับคนไทยที่ไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะ คำนี้ไม่ได้หมายถึง “รูปเก่า ๆ ของฝรั่ง”
แต่หมายถึงผลงานของจิตรกรชั้นครูยุโรปในยุคก่อนสมัยใหม่ ตั้งแต่ Renaissance, Baroque และยุคสำคัญต่อมา
ข้อดีทางเศรษฐศาสตร์ของมันเรียบง่ายมาก
โรงงานปิดไปแล้วค่ะ
Raphael ผลิตเพิ่มไม่ได้😂
Rembrandt ไม่มี collection ใหม่ปีหน้า
ต่อให้ AI วาด Raphael ได้เหมือนทุกตารางเซนติเมตร มันก็ยังไม่ใช่ Raphael
ในโลกที่แทบทุกอย่างกำลังกลายเป็น reproducible (ผลิตซ้ำได้)
สิ่งที่ irreproducible (ผลิตซ้ำไม่ไดีอีกแล้ว) อาจกลายเป็น luxury ที่แท้จริง
แต่ตรงนี้เองที่ตลาดศิลปะต่างจากตลาดหุ้นอย่างน่าหมั่นไส้และน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
มีเงิน ไม่ได้แปลว่าซื้อเก่ง
คุณอาจซื้อ Ferrari ได้เพียงเดินเข้าศูนย์แล้วเลือกสี
แต่คุณเดินเข้าไปขอ “Raphael ที่ดีที่สุดหนึ่งรูป” ไม่ได้
งานระดับ museum quality บางชิ้นไม่ได้ออกตลาดเป็นสิบ ๆ ปี
บางชิ้นเปลี่ยนมือกันผ่าน private sale
บางชิ้น คนที่มีเงินพร้อมซื้อกลับไม่ได้รับโทรศัพท์ก่อนด้วยซ้ำ
เพราะโลกศิลปะมี currency อีกชนิดที่เงินซื้อไม่ได้ทันที
ความรู้ ความไว้ใจ และการได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่ในวง
ตรงนี้ฉันว่าคนทำ Private Banking จะเข้าใจดี
ลูกค้าที่รวยที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ซื้อของแพงที่สุด
หลายครั้งกลับเป็นคนที่รู้ว่า อะไรไม่ควรซื้อ
ตลาดศิลปะก็เหมือนกัน
และยิ่งอ่าน Trading Beauty ฉันยิ่งรู้สึกว่า art market คล้าย financial market มากกว่าที่คิด
มี scarcity
มี information asymmetry
มี narrative
มี momentum
มีคนซื้อเพราะ conviction
และมีคนซื้อเพราะคนข้าง ๆ เพิ่งซื้อ
ต่างกันตรงที่เวลาหุ้นตก 30% Bloomberg จะแจ้งคุณทันที
แต่ถ้าซื้อภาพแพงเกินไป 30% แล้วไงอ่ะ คุณอาจแขวนมันกลางบ้าน จัดไฟสวย และชมมันทุกคืนอย่างมีความสุข
บางที ignorance ก็มี dividend เหมือนกันค่ะ
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสนใจเรื่องนี้จริง ๆ ไม่ใช่ว่า Old Masters จะขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
ฉันสนใจว่า เมื่อคนรวยสะสมของจนเต็มบ้านแล้ว สุดท้ายของเหล่านั้นไปไหน
และมีสถานที่หนึ่งในฝรั่งเศสที่ตอบคำถามนี้ได้สวยมาก
ถ้าถามว่าฝรั่งเศสมีคอลเลกชัน Old Masters ใหญ่ที่สุดที่ไหน ทุกคนคงตอบ Louvre
แต่คอลเลกชันระดับรองลงมาที่หลายคนไม่รู้จัก อยู่ห่างปารีสออกไปเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมง
ที่ Château de Chantilly
ภายในนั้นมี Musée Condé ซึ่งเกิดจากความหลงใหลของ Henri d’Orléans, Duke of Aumale
ชายคนนี้ได้รับมรดกมหาศาลตั้งแต่อายุเพียงแปดขวบ
ถ้าเป็นยุคนี้ คงเรียกว่าเกิดมาพร้อม Family Office ก่อนเรียนจบประถม😂😂😂
แต่สิ่งที่เขาทำกับเงินก้อนนั้นน่าสนใจกว่าขนาดของมัน
เขาใช้ชีวิตรวบรวมงานศิลปะ หนังสือ และวัตถุล้ำค่า จนมีผลงานของ Raphael, Fra Angelico, Ingres และ Delacroix
เขามีทั้งเงิน มีรสนิยม และมีเวลาพอจะสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาหนึ่งโลก
แต่ส่วนที่ฉันชอบที่สุดเกิดขึ้นตอนท้าย
ก่อนเสียชีวิต เขายก Château และคอลเลกชันให้แก่ฝรั่งเศส
พร้อมเงื่อนไขสำคัญว่า การจัดแสดงจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนไปตามใจคนรุ่นหลัง เอาจริงๆไม่ใช่แค่นั้นนะ
คำสั่งของเค้าจริงๆคือห้ามขยับการแขวนรูปที่เค้าจัดไว้ด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้น วันนี้เมื่อเราเดินเข้า Musée Condé
เราไม่ได้เพียงเห็นงานศิลปะที่ชายคนหนึ่งเคยซื้อ
เราเห็น วิธีที่ชายคนหนึ่งมองโลกในยุคโน้นจริงๆค่ะคุณ ถ้ามีโอกาส ฉันอยากให้คุณได้ไปจริงๆ อย่านึกถึงแต่ Le Louvre
และตรงนี้ต่างหากค่ะคุณ ที่ทำให้ฉันกลับมาคิดถึงมหาเศรษฐียุค AI
อีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ไม่มีใครจำหรอกว่าใครเคยมี net worth 47 หรือ 83 billion
ไม่มีใครสนว่า valuation รอบ Series ไหนทำให้ใครขึ้นอันดับ Forbes
ตัวเลขที่วันนี้ดูยิ่งใหญ่ วันหนึ่งก็กลายเป็นเชิงอรรถในหนังสือประวัติศาสตร์
แต่พิพิธภัณฑ์ยังอยู่
มหาวิทยาลัยยังอยู่
ห้องสมุดยังอยู่
งานศิลปะยังอยู่
และบางครั้ง สิ่งที่คนคนหนึ่งเลือกมอบให้โลกหลังจากตัวเองจากไป
กลับบอกความหมายของความมั่งคั่งได้มากกว่าสิ่งที่เขาสะสมมาตลอดชีวิต
ฉันจึงคิดว่า Wealth มีอยู่สามช่วง
ช่วงแรก เราใช้เงินสร้าง ความมั่นคง
ช่วงต่อมา เราใช้เงินสร้าง อิสรภาพ
แต่เมื่อมีทั้งสองอย่างมากพอแล้ว คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่เรื่องเงินอีกต่อไป
มันคือ
เราจะใช้สิ่งที่มี เพื่อทิ้งอะไรไว้ข้างหลัง
Duke of Aumale ไม่ได้พิเศษเพราะเขารวย
ประวัติศาสตร์มีคนรวยกว่าเขามากมาย
เขาพิเศษเพราะวันหนึ่ง เขาเปลี่ยนคำว่า “ของของฉัน”
ให้กลายเป็น “ของของทุกคน”
และบางที นั่นคือความหรูหราขั้นสุดท้ายที่เงินซื้อได้
ไม่ใช่การได้ครอบครองสิ่งที่คนอื่นไม่มี
แต่คือการมีบางสิ่งที่มีค่ามากพอ
แล้วเลือกว่าจะไม่เก็บมันไว้เพื่อตัวเอง
แอนนาเบล
26.07.2026
25/07/2026
วันเสาร์ที่แล้ว มีเรื่องหนึ่งที่ฉันคิดว่าแปลกมาก
คนทั้งฮอลล์นั่งฟังพี่เอ๋ นิ้วกลม เล่าเรื่องเดียวกัน ตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนกันทุกคน
แต่ฉันพนันได้เลยว่า ไม่มีใครเดินออกจากฮอลล์ พร้อมเรื่องเดียวกันแม้แต่คนเดียว
ศิลปะที่ดีไม่เคยส่งคำตอบให้คนดูพร้อมกัน แต่มันแอบส่งแต่ละคนกลับไปหาชีวิตตัวเอง
คนข้างหน้าฉันอาจกำลังคิดถึงแม่ คนข้างหลังอาจกำลังคิดถึงแฟนเก่า ส่วนฉันกลับคิดถึงลูกค้า
ฟังดูไม่โรแมนติกเลยใช่ไหมคุณ 😂
แต่ฉันทำงานกับคนที่ประสบความสำเร็จมานานพอ จนรู้ว่าความเสียใจมีหน้าตาคล้ายกันทุกประเทศ
ไม่มีใครเคยพูดกับฉันว่า “รู้อย่างนี้ ฉันน่าจะประชุมเพิ่มอีกสักสองร้อยครั้ง”
ไม่มีใครเคยพูดว่า “รู้อย่างนี้ ฉันน่าจะตอบอีเมลเร็วกว่านี้อีกนิด”
แต่ฉันได้ยินประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก จนน่ากลัว
“รู้อย่างนี้ ฉันน่าจะกลับบ้านเร็วกว่านี้”
“รู้อย่างนี้ ฉันน่าจะอยู่กับลูก ตอนที่เขายังอยากอยู่กับฉัน”
“รู้อย่างนี้ ฉันน่าจะเลิกคิดว่า เดี๋ยวค่อย”
ตอนนั้นเอง ฉันเริ่มสงสัยว่า คนเราไม่ได้พลาดเพราะตัดสินใจผิดเสมอไป
หลายครั้ง เราแค่ผลัดชีวิตออกไป ด้วยคำว่า “เดี๋ยว”
พี่เอ๋พูดประโยคหนึ่งที่ทิ่มแทงใจมาก
“AI ไม่ได้ให้ระหว่างทาง” เออ ใช่มากพี่เอ๋ อยากให้คนทั้งโลกได้ยินประโยคนี้พร้อมๆกัน
ทุกวันนี้ เราไม่ได้กลัว AI จะเหมือนมนุษย์ค่ะคุณ
เรากลับค่อย ๆ ฝึกตัวเอง ให้เหมือน AI ต่างหาก
คือ ทุกอย่างต้องเร็วแบบบ้าบอ เร็วแบบไร้เหตุผล
กินเร็ว คิดเร็ว ตอบเร็ว รวยเร็ว สำเร็จเร็ว แม้แต่การพักผ่อน เรายังอยากพักอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ฟังดูตลก แต่ก็จริง
เราโหลดแอปนั่งสมาธิ เพื่อจะได้สงบให้เร็วขึ้น
เราซื้อหนังสือสอนใช้ชีวิตช้า ๆ แล้วอ่านแบบสองเท่า
เราพูดว่า อยากใช้เวลากับครอบครัว แต่กินข้าวไปก็ก้มดูโทรศัพท์ไป
โลกไม่ได้ทำให้เราใจร้อน
โลกแค่ให้รางวัล กับคนที่ใจร้อนเก่ง
นานวันเข้า เราเลยเข้าใจผิดว่า ความเร็วคือความสำเร็จ
แล้วก็เผลอเอาหลักคิดเดียวกัน มาใช้กับทั้งชีวิต
อยากไปถึงปลายทางเร็วที่สุด
จนเลิกมองสองข้างทาง
ทั้งที่เรื่องน่าขำที่สุดก็คือ ชีวิตเราไม่ได้ถูกจดจำด้วยปลายทางเลย
เอาจริงๆนะคุณ…
ไม่มีใครจำวันที่ได้รับปริญญา ได้ชัดเท่าวันที่อ่านหนังสือกับเพื่อนจนพระอาทิตย์ขึ้น
ไม่มีใครจำวันที่หนังสือขายดี ได้ชัดเท่าวันที่นั่งลบประโยคเดิมอยู่สามชั่วโมง
ไม่มีใครจำวันที่สร้างบริษัทสำเร็จ ได้ชัดเท่าวันที่เกือบล้มแล้วกัดฟันเดินต่อ
เรื่องยาก มีนิสัยอย่างหนึ่ง
มันชอบทิ้งความทรงจำไว้ให้เราเสมอ เพราะถ้าเรื่องไหนมันง่าย คุณจะจำอะไรไม่ได้เลย
พี่เอ๋เล่าเรื่อง Chronos กับ Kairos คือ ความหมายของคำว่าเวลาที่ต่างกัน Chronos คือการนับหน่วยจำนวนเวลาที่เราคุ้นชิน เป็นชั่วโมง เป็นนาที แต่ Kairos คือ ก้อนความหมายที่แทรกอยู่ในเวลานั้นๆ
ฉันกลับรู้สึกว่า วงการการเงินสอนเราเก่งมากเรื่อง Chronos
เรารู้ว่าจะลงทุนกี่ปี ควรเกษียณเมื่อไร ผลตอบแทนควรเป็นเท่าไร
แต่แทบไม่มีใครสอนเลย ว่าควรใช้ “บ่ายวันอาทิตย์” อย่างไร
ไม่มีใครสอนว่า ควรหยุดหาเงินเมื่อไร เพื่อเริ่มใช้ชีวิต
ไม่มีใครสอนว่า เงินหนึ่งล้านบาท ตอนอายุสามสิบ กับตอนอายุแปดสิบ คุณค่าไม่เคยเท่ากัน
วงการของฉันเก่งเรื่องคำนวณผลตอบแทน
แต่ผลตอบแทนบางอย่าง ไม่มีสูตรไหนคำนวณได้
รอยยิ้มของลูก
เสียงหัวเราะของพ่อแม่
มื้อเย็นธรรมดา ที่ทุกคนยังนั่งอยู่พร้อมกัน
สิ่งเหล่านี้ไม่มี Bloomberg ไม่มี Excel และไม่มี AI ตัวไหนประเมินราคาได้หรอกนะ
ก่อนจบทอล์ก พี่เอ๋พูดประโยคหนึ่ง ที่ฉันคิดว่าจะจำไปอีกนาน
Life is the sum of what we pay attention to.
ชีวิตคือผลรวมของสิ่งที่เราเลือกใส่ใจ
โหหหห …. พี่เอ๋ จะตีกลางแซกใจพวกเราทั้ง Hall ไปไหน
ประโยคนี้โหดกว่าที่ฟังครั้งแรกมาก
ถ้าชีวิตคือผลรวมของสิ่งที่เราใส่ใจ
ชีวิตของเราหลายคนวันนี้ ก็คงเป็นผลรวมของการแจ้งเตือน หน้าจอ และความเร่งรีบ
เพราะยิ่งคิด ประโยคนี้ยิ่งน่ากลัว
ถ้ามันเป็นความจริง…
ชีวิตของเราทุกวันนี้ ก็คงเป็นผลรวมของสิ่งที่เราเผลอใส่ใจ โดยไม่รู้ตัว
ตื่นเช้ามา สิ่งแรกที่เรามอง ไม่ใช่หน้าคนที่นอนข้าง ๆ
แต่เป็นหน้าจอโทรศัพท์
เรารู้ว่าเมื่อคืน มีคนกดไลก์กี่คน
แต่ไม่รู้ว่าพ่อแม่ นอนหลับดีหรือเปล่า
เราจำราคาหุ้นได้
แต่จำไม่ได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่หัวเราะจนปวดท้อง คือเมื่อไหร่
เราตอบข้อความทุกคนทัน
ยกเว้นคนที่สำคัญที่สุด
เราตามข่าวทั้งโลก
แต่ไม่รู้เลยว่า ช่วงนี้คนในบ้านกำลังทุกข์เรื่องอะไร
เรามีสมาธิกับกราฟหุ้น ได้ทั้งวัน
แต่กลับไม่มีสมาธิ ฟังลูกเล่าเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เพียงห้านาที
แล้วเราก็บ่นว่า
ชีวิตผ่านไปเร็วเหลือเกิน
ความจริง…
ชีวิตไม่ได้ผ่านไปเร็ว
แต่ความใส่ใจของเรา ต่างหาก ที่ถูกแบ่งออกเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ จนไม่เหลือพอ ให้กับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ
ฉันเริ่มรู้สึกว่า
ความใส่ใจ ก็ไม่ต่างอะไรจากเงิน
ทุกคนมีเท่ากันวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง
แต่คนส่วนใหญ่ ใช้มันเหมือนคนเพิ่งถูกลอตเตอรี่
ใช้ไปเรื่อย ๆ
กดดูอีกนิด
เลื่อนอีกหน่อย
ตอบอีกข้อความ
เช็กอีกครั้ง
จนหมดวัน
แล้วก็บอกว่า ไม่มีเวลา
ทั้งที่จริง…
เราไม่ได้จนเวลา
เราแค่ใช้ความใส่ใจ เหมือนคนมีเงินแล้วใช้แบบไม่เคยดูใบเสร็จ
เราไม่รู้เลยว่า วันนี้ เราจ่าย “ความสนใจ” ให้กับเรื่องไร้สาระไปเท่าไหร่
กว่าจะรู้ตัว
ต้นทุนที่หายไป อาจไม่ใช่เวลา
แต่อาจเป็นวัยเด็กของลูก
สุขภาพของพ่อแม่
ความรักของคนข้าง ๆ
หรือแม้แต่ความสามารถ ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างสงบ
บางที…
สิ่งที่แพงที่สุดในชีวิต
ไม่ใช่นาฬิกาเรือนละล้าน
แต่คือ “ความสามารถที่จะมอบความใส่ใจทั้งหมด ให้กับคนตรงหน้า โดยไม่ปล่อยให้โลกทั้งใบ ดึงเราออกไปทุกสามสิบวินาที”
เพราะสุดท้ายแล้ว
ชีวิตของเรา
ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจาก “สิ่งที่เรารัก” ค่ะคุณ
แต่มันถูกสร้างขึ้นจาก สิ่งที่เราให้ความใส่ใจ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกวัน
และสองอย่างนี้…
ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย
สุดท้าย ฉันไม่ได้เดินออกจากฮอลล์ พร้อมข้อคิดใหม่
แต่เดินออกมาพร้อมความสงสัยใหม่
บางที สิ่งที่อันตรายที่สุดในยุค AI
อาจไม่ใช่วันที่หุ่นยนต์คิดเหมือนมนุษย์
แต่อาจเป็นวันที่มนุษย์ เลิกใช้ชีวิตแบบมนุษย์ โดยไม่รู้ตัว
ขอบคุณพี่เอ๋ และทีมงาน
ที่ไม่ได้ทำให้ฉันเดินออกจากฮอลล์พร้อมแรงบันดาลใจ แต่ทำให้ฉันเดินออกมาพร้อมความไม่สบายใจเอาซะเลย
เพราะบางครั้ง ของขวัญที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่ความหวัง แต่คือความกล้าที่จะกลับไปตั้งคำถามกับวิธีที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน
นิ้วกลม นายมันแน่😆
ด้วยรักและคิดหนักมาก
แอนนาเบล
25.07.2026
24/07/2026
คุณคะ
บางครั้ง เรื่องที่เปลี่ยนชีวิตเรา
ไม่ได้เริ่มจากแผนที่เราวางไว้ว่ะเห้ย
แต่เริ่มจากอีเมลฉบับหนึ่ง ที่เราเกือบจะเลื่อนผ่านไป
วันนั้นเป็นวันธรรมดามาก
ฉันกำลังไล่อ่านอีเมลระหว่างวันทำงานที่เต็มไปด้วยการประชุมและตัวเลข
แล้วก็มีอีเมลหนึ่งเด้งขึ้นมา
จากคนที่ฉันไม่รู้จัก
จากมหาวิทยาลัยที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีจุดตัดกับชีวิต
Harper Adams University, United Kingdom
ฉันกดเปิดด้วยความสงสัยมากกว่าความคาดหวัง
ผู้ส่งสารคือ Dr. Wilatsana Posri นักวิจัยด้าน Consumer Behaviour และ Senior Lecturer จาก Harper Adams University
มหาวิทยาลัยแห่งนี้อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไป
แต่ในโลกของ Food Science, Agriculture และ Sustainability นี่คือหนึ่งในสถาบันที่มีบทบาทสำคัญระดับโลก
สิ่งที่ทำให้ฉันสนใจ ไม่ใช่แค่ความเชี่ยวชาญของพวกเขา
แต่คือ “วิธีคิด”
พวกเขาไม่ได้ทำวิจัยเพื่อเพิ่มความรู้
แต่ทำวิจัยเพื่อลด “ความเสี่ยงของอนาคต”
ตั้งแต่ความมั่นคงทางอาหาร
ไปจนถึงคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า
มนุษย์จะ “เลือกกิน” อย่างไร ในโลกที่ทรัพยากรกำลังจำกัดลงเรื่อยๆ
และตรงนั้นเอง คือจุดที่ทุกอย่างเริ่มเชื่อมกัน
Dr. Wilatsana ศึกษา Consumer Behaviour และ Sensory Science
ซึ่งในแก่นแท้แล้ว คือการศึกษาว่า
“มนุษย์ตัดสินใจอย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์”
ทำไมเรารู้ว่าอะไรดี แต่ไม่เลือกสิ่งนั้น
ทำไมเราประกาศว่าเราใส่ใจสุขภาพ แต่กลับเลือกสิ่งที่ทำร้ายมัน
ทำไมเราบอกว่าเราแคร์โลก แต่การกระทำของเรากลับไม่สะท้อนสิ่งนั้น
และที่สำคัญที่สุด
เราจะ “ออกแบบโลก” อย่างไร ให้การตัดสินใจที่ดี กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด
แต่สิ่งที่เธอเขียนมาถึงฉัน
ไม่ใช่เรื่องอาหารค่ะคุณ
เธอเขียนถึง “การตัดสินใจของมนุษย์ในระยะยาว”
โดยเฉพาะคำถามง่ายๆ ที่จริงแล้วตอบยากมาก
ทำไมเราถึงเลือกสิ่งที่แย่ในระยะยาว
ทั้งที่เรารู้ว่ามันแย่…
เออ จริงด้วย พูดแล้วอยากเขกหัวตัวเองไหมคะคุณ 🤣
ทีนี้ในฐานะ Private Banker เอาจริงๆนะ ฉันเจอคำถามนี้แทบทุกวัน
คุณทุกคน รู้ว่าควรออม
แต่ก็ยังเลื่อนการออมออกไป
รู้ว่าควรลงทุนระยะยาว และกระจายความเสี่ยง
แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะไล่ตามสิ่งที่กำลัง “ร้อนแรง”
เรามักคิดว่านี่คือปัญหาของวินัย
แต่ในความเป็นจริง มันคือโครงสร้างของสมองมนุษย์
เราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คิดระยะยาวอย่างมีเหตุผลตลอดเวลาหรอกค่ะคุณ
เราถูกออกแบบมาให้ “เอาตัวรอดในปัจจุบัน”แค่นั้นเอง
นี่คือสิ่งที่ Behavioral Economics เรียกว่า Present Bias
คือ เราประเมินค่าความสุขวันนี้สูงเกินจริง
และลดค่าต้นทุนในอนาคตลงโดยไม่รู้ตัว
และสิ่งนี้ไม่ได้เกิดแค่ในเรื่องเงินหรอกนะต๋อย
ลองสังเกต Netflix
คุณตั้งใจจะดูแค่ตอนเดียว แล้วนอนสี่ทุ่ม
แต่ระบบ Auto-play ทำให้ตอนถัดไปเริ่มทันที
โดยไม่ต้องตัดสินใจใหม่ รู้ตัวอีกทีตีสามครึ่งค่ะคุณ 🤣
มันไม่ได้บังคับคุณ
แต่มัน “ลด friction” ของการดูต่อต่างหาก
จน Present Bias ทำงานได้ง่ายขึ้น
หรือในซูเปอร์มาร์เก็ต
สินค้าที่ดีต่อสุขภาพ
มักไม่ได้ถูกวางในตำแหน่งที่หยิบง่ายที่สุด
ในขณะที่ของที่ให้ความพึงพอใจทันที
มักอยู่ในระดับสายตา หรือใกล้แคชเชียร์
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ฉันขอบอกเลยว่ามันคือการออกแบบ “choice architecture”
และในโลกการเงินเอง
ประเทศจำนวนมากแก้ปัญหาการไม่ออมเงิน
ไม่ใช่ด้วยการสอนให้คนมีวินัยมากขึ้น
แต่ด้วยการตั้งระบบ “auto-enrollment”
ให้คนถูก enroll เข้าแผนเกษียณโดยอัตโนมัติค่ะคุณ เงินเดือนฉันแต่ละเดือนที่สวิตเซอร์แลนด์ จะถูกหักอย่างมากมายเข้ากองทุนเพื่อการเกษียณ
ผลลัพธ์คือ เห้ยยย อัตราการออมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยที่คน “ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพยายามมากขึ้นด้วยซ้ำ”
ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า
ปัญหาไม่ใช่เพราะคนไม่รู้
แต่เพราะโลกถูกออกแบบให้ “สิ่งที่ง่าย”
ไม่ใช่ “สิ่งที่ดีเสมอไป”
และทันทีที่เราคุยกันมาถึงจุดนี้
บทสนทนาระหว่างฉันกับเธอก็เปลี่ยนไป
เราไม่ได้คุยกันว่า จะให้ความรู้คนเพิ่มอย่างไร
แต่เราคุยกันว่า จะ “ออกแบบโลก” อย่างไร
ให้การตัดสินใจที่ดี
กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ🤔
จนวันหนึ่ง เธอบอกฉันว่า
เธอกำลังจะขึ้นเวที Keynote ในงาน Food Innovation Asia Conference 2026
และอยากชวนฉันไปร่วม “เล่าเรื่องนี้ด้วยกัน”
ไม่ใช่ในฐานะคนการเงินที่ไปพูดเรื่องการลงทุน
แต่ในฐานะคนที่ช่วยอธิบายอีกครึ่งหนึ่งของคำถามเดียวกัน
จากอีกโลกหนึ่ง
ฉันเงียบไปพักหนึ่ง ไม่กล้าตอบ
เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีทางที่ฉันจะจินตนาการภาพนี้ออก
เพราะฉันไม่เคยคิดว่าความรู้เรื่อง “การเงิน” จะพาฉันไปยืนอยู่บนเวทีของ “ระบบอาหารโลก”
แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็เริ่ม “สมเหตุสมผล” อย่างประหลาด
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน อาหาร หรือสิ่งแวดล้อม
คุณคิดเหมือนฉันไหมว่า ทั้งหมดคือเรื่องเดียวกัน
มันคือเรื่องของการตัดสินใจ
ภายใต้ข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์
และคำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “เรารู้อะไร”
แต่คือ “เราจะออกแบบโลกอย่างไร ให้มนุษย์ตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องฝืนความเป็นมนุษย์ของตัวเอง”
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องนี้
ไม่ใช่แค่โอกาสที่ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง
แต่คือการตระหนักว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคของ “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” ไปสู่ยุคของ “คนที่เชื่อมความรู้ได้”
เพราะปัญหาที่ยากที่สุดในวันนี้
ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอีกต่อไป
และบางครั้ง โอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิต
ก็ไม่ได้มาจากการเก่งขึ้นในสิ่งเดิม
แต่มาจากการกล้าเดินเข้าไปในโลก
ที่เราเคยคิดว่าเสมอว่า “มันไม่ใช่ที่ของเรา”
แอนนาเบล
24.07.2026
18/07/2026
เมื่อวานนี้ฉันได้เจอเพื่อนเก่าสมัยเด็กค่ะคุณ เรารู้จักกันตอนที่ฉันได้รับมอบหมายให้แสดงโชว์ดนตรีที่สถาบันเกอร์เต้ตอนประมาณสิบกว่าขวบ คือ ฉันเล่นเปียโนและนางยืนร้องโอเปร่าอยู่ข้างๆ
นั่นคือ ครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้ใกล้ชิดกับศิลปะแขนงนี้
ตอนนั้นไม่ได้อินมาก มัวแต่รู้สึกอิจฉาเพื่อน ว่านางทำเสียงร้องแบบนั้นได้ยังไงกันนะ มันเท่ห์วุ้ย แล้วแสงไฟก็ไปอยู่ที่นาง ไม่ได้อยู่ที่คนเล่นเปียโนเลยอ่ะ เชอะ🤣🤣🤣
และพอฉันมาทำงานที่ยุโรป เอาจริงๆนะคุณ มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่ฉันนั่งอยู่ในโรงละครในยุโรป และรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตัวเอง “ไม่ใช่คนของที่นี่”
ฉันไม่รู้ว่าควรแต่งตัวอย่างไร
ไม่แน่ใจว่าควรปรบมือตอนไหน
และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมคนข้าง ๆ ถึงร้องไห้กับบทเพลงที่ฉันฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ในเวลานั้น ฉันเพิ่งเริ่มต้นทำงานในโลก Private Banking ได้สัก6-7 ปี และยังมองโลกด้วยกรอบคิดที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา
โอเปราในสายตาฉันคือการร้องเพลงเสียงดังเป็นภาษาอิตาลี
บัลเลต์คือการเคลื่อนไหวอย่างงดงามบนปลายเท้า
ส่วนโรงละครหรูหราก็ดูเหมือนพื้นที่ของคนที่ “รู้กฎบางอย่างร่วมกัน” ซึ่งเราไม่เคยถูกสอนให้เข้าใจ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งจากการใช้ชีวิตในยุโรปและการทำงานใกล้ชิดกับผู้คนจากหลากหลายครอบครัว ฉันเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบบางอย่างที่น่าสนใจค่ะคุณ
ครอบครัวที่มีฐานะจำนวนมากใช้เงินเพื่อซื้อสิ่งของราคาแพง
แต่ แต่ … แต่ ครอบครัวที่มีความมั่งคั่งในอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรากทางวัฒนธรรม กลับใช้ทรัพยากรไปกับสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
พวกเขาใช้เงินเพื่อ “พาลูกไปดูโลก”
ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ คอนเสิร์ต โรงละคร โอเปรา บัลเลต์ วรรณกรรม ดนตรี หรือการเดินทางไปยังสถานที่ทางประวัติศาสตร์
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครอบครัว และฉันไม่ได้กำลังจะสรุปว่าคนรวยมีรสนิยมดีกว่าคนอื่น เพราะจากประสบการณ์ของฉัน “ความมั่งคั่ง” กับ “รสนิยม” เป็นสองสิ่งที่อาจอยู่ร่วมกัน หรือแยกจากกันอย่างสิ้นเชิงก็ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในครอบครัวเก่าแก่บางกลุ่ม ศิลปะไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงความบันเทิง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
และเมื่อฉันเริ่มเปิดใจเข้าไปสัมผัสโลกนั้นอย่างจริงจัง ฉันก็เริ่มเข้าใจว่า แก่นแท้ของศิลปะเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ความหรูหรา
ตรงกันข้าม
มันอยู่ที่ความเป็นมนุษย์อย่างเข้มข้น
โอเปราเต็มไปด้วยเรื่องราวของความรักที่ผิดพลาด ความเชื่อใจที่ถูกทรยศ ความหึงหวง ความทะเยอทะยาน ความหลงตัวเอง และการตัดสินใจที่นำไปสู่ความพังทลายของชีวิต
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันไม่ต่างจากชีวิตมนุษย์ในปัจจุบัน เพียงแต่ในอดีต ความรู้สึกเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านดนตรีและเวที แทนที่จะถูกโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย
La Traviata เล่าเรื่องของผู้หญิงที่ถูกสังคมตัดสินจากอดีต จนความรักของเธอไม่อาจดำรงอยู่ได้
Madama Butterfly สะท้อนความรักที่ไม่เท่าเทียมระหว่างวัฒนธรรมและอำนาจ
The Great Gatsby แสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งไม่อาจซื้อสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้
Russian Hamlet เปิดเผยด้านมืดของอำนาจที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความโดดเดี่ยว
ยิ่งได้สัมผัส ฉันยิ่งตระหนักว่าโอเปราและบัลเลต์ไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัว
มันคือเรื่องของมนุษย์ ”ของเรา“ เพียงแต่ถูกเล่าในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
คำถามที่ตามมาคือ
เหตุใดศิลปะเหล่านี้จึงถูกผูกโยงกับชนชั้นสูงมาอย่างยาวนาน?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในประวัติศาสตร์
บัลเลต์ถือกำเนิดในราชสำนักยุโรปตั้งแต่ยุค Renaissance ก่อนจะถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบในฝรั่งเศสภายใต้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งถึงขั้นก่อตั้ง Académie Royale de Danse ในปี 1661
โอเปราก็เช่นกัน มันเกิดขึ้นในอิตาลีและต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมหาศาลในการผลิต ตั้งแต่นักร้อง วงออร์เคสตรา ฉาก เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงสถานที่
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ศิลปะเหล่านี้จะมีรากฐานอยู่ในโลกของราชสำนักและผู้อุปถัมภ์ที่มั่งคั่ง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าต้นกำเนิด คือสิ่งที่มันหลงเหลืออยู่ในสังคมปัจจุบัน
ฉันเคยอ่านงานของ Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส แล้วชอบมาก เขาเสนอแนวคิดเรื่อง Cultural Capital หรือทุนทางวัฒนธรรม
คือเล่าแบบเร็วๆให้คุณฟังว่าแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้มีเพียงทุนทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีทุนที่เกิดจากประสบการณ์ทางวัฒนธรรม…สิ่งที่เราเคยเห็น เคยอ่าน เคยฟัง เคยเรียนรู้ และเคยเข้าใจ
ถูกต้องค่ะ💪🏽💪🏽💪🏽
ทุนประเภทนี้ไม่ปรากฏในบัญชีธนาคาร
แต่กลับปรากฏอย่างชัดเจนในวิธีคิด วิธีสื่อสาร และวิธีที่เรามองโลก
หลายครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูงที่ฉันทำงานด้วย เขาคิดเรื่องการส่งต่อจริงจัง แบบต่อเนื่องหลายรุ่น และเขาไม่ได้ส่งต่อเพียงทรัพย์สิน แต่ส่งต่อ “บริบท” 😌
เด็กบางคนเติบโตมากับความคุ้นเคยในการเข้าโรงละคร การฟังดนตรี การสนทนาในวงสังคมที่หลากหลาย และการอยู่ในพื้นที่ที่คนอื่นอาจรู้สึกไม่มั่นใจ
ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดกว่า
แต่เพราะเขาเคยอยู่ในโลกเหล่านั้นมาก่อน
และนี่คือประเด็นสำคัญ
ฉันเชื่อจริงๆว่า Cultural Capital เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ มันก็ไม่ควรถูกผูกขาดโดยชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง
เราไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลเก่าแก่เพื่ออ่าน Tolstoy
ไม่ต้องเป็นเศรษฐีเพื่อฟัง Tchaikovsky
และไม่ต้องมีสถานะทางสังคมใด ๆ เพื่อเข้าไปนั่งในโรงละคร
สิ่งที่จำเป็นมีเพียงความเปิดใจ
ฉันจึงไม่ได้อยากชวนให้คนไทยไปดูโอเปราหรือบัลเลต์เพื่อเลียนแบบชนชั้นสูง หรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางสังคม
แต่เพราะฉันเชื่อว่าโลกAIปัจจุบันกำลังค่อย ๆ ทำให้เราสูญเสียความสามารถหลายอย่างไป
ความสามารถในการอยู่นิ่ง
ความสามารถในการจดจ่อ
ความสามารถในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่เข้าใจโดยไม่รีบหลีกหนี
และความสามารถในการอยู่กับความรู้สึกที่ซับซ้อนโดยไม่ต้องรีบตีความ
เราใจร้อนกันแบบสุดๆในโลกยุคAI เด็กที่โตมาในยุคนี้ไม่สามารถอดทนรออะไรได้อีกแล้ว
บัลเลต์ไม่มีบทพูด แต่สามารถถ่ายทอดความสูญเสียได้อย่างลึกซึ้ง
โอเปราอาจใช้ภาษาที่เราไม่เข้าใจ แต่กลับสื่อสารอารมณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา
นี่คือพลังของศิลปะ
บางครั้ง เราเข้าใจมันก่อนที่จะเข้าใจว่าตัวเองเข้าใจอะไร
ในบริบทของประเทศไทย ปีนี้ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะ Bangkok’s International Festival of Dance and Music 2026 ได้นำการแสดงระดับนานาชาติมาจัดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้
และสำหรับผู้ที่ไม่เคยสัมผัสโลกนี้มาก่อน ฉันอยากย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ล่วงหน้าค่ะคุณ เชื่อฉันเถอะ เพราะฉันมักชวนเพื่อนๆสนิทหลากหลายวงการไปดูโชว์ดีๆเหล่านี้เสมอ และวันนี้ฉันเลยตั้งใจเล่าเพราะอยากมาชวนคุณด้วย
ไม่ต้องรู้จัก Verdi
ไม่ต้องแยกเสียง soprano หรือ mezzo-soprano
ไม่ต้องรู้จังหวะการปรบมือ
เพียงแค่เข้าไปนั่งและเปิดรับประสบการณ์
หากต้องการจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย ฉันแนะนำOpera Goes to Hollywood อาจเป็นตัวเลือกที่ดี
หากสนใจเรื่องราวของอัตลักษณ์และอำนาจ Coco Chanel จะเปิดมุมมองใหม่
The Great Gatsby จะสะท้อนความย้อนแย้งของความมั่งคั่ง
La Traviata จะพาเราเข้าใจราคาของการยอมรับในสังคม
Madama Butterfly จะตั้งคำถามถึงความไม่เท่าเทียม
และ Russian Hamlet จะเผยให้เห็นด้านมืดของอำนาจ
จากประสบการณ์ของฉันในโลก Private Banking สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ
เงินสามารถเปิดประตูได้
แต่ไม่ได้รับประกันว่าเราจะ “มองเห็น” สิ่งที่อยู่ภายใน
คนสองคนสามารถนั่งอยู่ในโรงละครเดียวกัน ดูการแสดงเดียวกัน แต่รับรู้สิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คนหนึ่งเห็นเพียงการแสดง
อีกคนเห็นศักยภาพของมนุษย์
คนหนึ่งได้ยินเสียงเพลง
อีกคนได้ยินประวัติศาสตร์ของความรู้สึก
สำหรับฉัน นี่คือความหมายของรสนิยมที่แท้จริง
ไม่ใช่การบริโภคสิ่งที่มีราคา
แต่คือความสามารถในการรับรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่
ท้ายที่สุด ฉันไม่ได้ชวนให้ใครไปดูโอเปราหรือบัลเลต์เพื่อ “เป็นคนแบบใดแบบหนึ่ง”
แต่เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าจะจำกัดตัวเองอยู่กับความงามเพียงไม่กี่รูปแบบ
ศิลปะอาจถือกำเนิดในวัง
อาจถูกสร้างขึ้นด้วยทรัพยากรของชนชั้นสูง
แต่เมื่อม่านเปิด และแสงไฟดับลง
ในความมืดนั้น ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน
และบางที นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะเข้าใกล้ความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
แอนนาเบล
18.07.2026
16/07/2026
และเพื่อนส่งหลักฐานมาให้ซ้ำอีกว่าเจอพี่ตูนอ่านอยู่บนเครื่องค่ะคุณ🤣 โอ้ยยยย
16/07/2026
กรี๊ดได้ไหม 😭🧡
มีบางข้อความที่เราอ่านแล้วก็ยิ้ม
แต่มีบางข้อความที่อ่านแล้วต้องหยุด…แล้วกลับไปอ่านใหม่อีกรอบ
วันนี้เป็นอย่างหลังค่ะ
ขอบคุณพี่ตูนมาก ๆ นะคะ ที่อ่าน Wealth Within และเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ด้วยคำพูดที่ทำให้คนเขียนอย่างฉันนั่งนิ่งๆไปพักหนึ่งเลย
โดยเฉพาะประโยคที่พี่ตูนเขียนว่า
“สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับการเงิน แต่มันคือหนังสือสอนชีวิต ที่ให้ได้ตั้งโจทย์ใหม่ ๆ กับตัวเอง”
ฮืออออออออ 😭
พี่ตูนรู้ไหมคะว่า นี่คือสิ่งที่ฉันอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นมาตลอด
เพราะฉันไม่เคยอยากเขียนหนังสือที่บอกคนว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ารวย ต้องลงทุนอะไรถึงจะชนะตลาด หรือต้องมีทรัพย์สินกี่ล้านถึงจะประสบความสำเร็จ
ฉันแค่อยากชวนคนกลับมาถามตัวเองว่า
ชีวิตที่เรากำลังพยายามสร้างทุกวันนี้…เป็นชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือเปล่า
และถ้าหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มนี้ สามารถทำให้ใครสักคนหยุดคิด ตั้งโจทย์ใหม่กับตัวเอง หรืออย่างที่พี่ตูนเขียนไว้ว่า “ปรับองศาเข็มทิศ” แม้เพียงนิดเดียว
สำหรับคนเขียน… แค่นั้นก็คุ้มมากแล้วค่ะ
แต่ที่ทำให้ฉันตื้นตันเป็นพิเศษ คือคนที่พูดประโยคเหล่านี้ เป็นคนที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ใช้ทั้งเสียง เพลง หัวใจ และสองขาของตัวเอง ทำให้คนไทยมากมายกลับมาตั้งคำถามกับคำว่า “ชีวิตที่มีคุณค่า” เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น การที่ Wealth Within ได้เดินทางไปถึงมือพี่ตูน และได้รับข้อความแบบนี้กลับมา…
มันพิเศษกับฉันมากจริง ๆ ค่ะ
ขอบคุณพี่ตูนนะคะ 🧡
และขออนุญาตกรี๊ดต่ออีกห้านาทีค่ะ 😭😂
ออ นอ บอ
16.07.206
WEALTH WITHIN : แอนนาเบล
.
.
ทำแบบปกแข็งด้วยเถอะนะครับ🙏🧡
สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับการเงินแต่มันคือหนังสือสอนชีวิต ที่ให้ได้ตั้งโจทย์ใหม่ๆกับตัวเอง
ที่ไม่มากก็น้อยก็อาจนำมาซึ่งการปรับองศาเข็มทิศ ให้ได้เดินทางต่อในช่วงชีวิตที่เหลืออย่างสมดุลที่สุด
ทรงคุณค่าเหมาะกับการส่งต่อมากๆครับ
.
.
อยากให้ลูกๆได้อ่านให้ได้รับรู้ความดีงามของหนังสือเล่มนี้
เพื่อให้เค้าสามารถออกแบบชีวิตที่เค้าต้องการได้แต่เนิ่นๆอย่างเป็นระเบียบระบบ
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ🌟
.
.
.
รัก🌈
.
.
.
#ArtiwaraHimselfDiary
#อาทิวราห์อ่านเกินแปดบรรทัดแล้วนะครับ
#ใช้ชีวิตให้สนุกครับ
13/07/2026
ถ้าเราไม่สวย แล้วไง? หึหึ😏😏
คุณคะ เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาฉันมีโอกาสได้ไปนั่งคุยเรื่องความสวยความงาม กับรายการของคลินิกเสริมความงามรายการหนึ่ง
ฉันกลับบ้านมาแล้วฉันนอนไม่หลับ คิดถึงหลายสิ่งที่ตัวเองพูดไป แล้วเกิดคำถามหลายอย่างมากกับตัวเอง
คือไหนๆก็นอนไม่หลับแล้ว ฉันลุกขึ้นมาเขียนให้คุณอ่านเลยดีกว่า เอามันออกจากหัวซะ แล้วฉันอาจจะหลับได้
…มีคำพูดหนึ่งที่พยายามบอกผู้หญิงว่า
“คุณสวยในแบบของคุณ”
แล้วเราก็พยายามเชื่อแบบนี้กันจริงๆ
ทีนี้ถ้าฉันอยากกล้าถาม แบบตรงกันข้ามเลยว่า
ถ้าเราไม่สวยล่ะ แล้วไง?
เอาจริงๆ ฉันคิดว่าคำถามนี้มัน radical และมันน่าสนใจกว่ามาก คุณใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งอ้าปากด่าฉัน เอาน่า ลองเปิดใจแล้วคิดถามไปด้วยกัน ตอนเช้าวันจันทร์หัวโล่งๆแบบนี้😆 (หัวโล่งกี่โมง🤣)
คือ … ฉันคิดว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราพยายามปลดปล่อยผู้หญิงออกจากมาตรฐานความงามด้วยการบอกว่า
ผู้หญิงทุกคนสวย
ผิวทุกสีก็สวย
ทุกรูปร่างสวย
ทุกวัยสวย
ริ้วรอยก็สวย
ผมหงอกก็สวย
ฟังดูดีมาก และฉันเข้าใจเจตนาของมัน
แต่มีอะไรบางอย่างแปลก ๆ ซ่อนอยู่ในความคิดนี้ค่ะคุณ
เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ยังพยายามมอบคำว่า “สวย” ให้ผู้หญิงเป็นรางวัลอยู่ดี
ราวกับว่าผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องได้รับการรับรองว่าสวย ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
สำหรับฉันมันคือ เราแค่ขยายประตูของชมรมให้กว้างขึ้น
แต่ไม่เคยถามเลยว่า
ทำไมผู้หญิงทุกคนต้องอยากเข้าไปอยู่ในชมรมนี้ตั้งแต่แรก?
ฉันคิดว่านี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุด
เพราะบางทีอิสรภาพที่แท้จริงอาจไม่ใช่การมองกระจกแล้วฝึกพูดทุกเช้าว่า
“ฉันสวย”
แต่อาจเป็นวันที่เรามองกระจกแล้วพูดว่า
วันนี้ฉันอาจไม่ได้สวย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชีวิตฉัน?
แน่นอน เราต้องซื่อสัตย์ด้วยว่า ความสวยมีอำนาจจริง
โลกปฏิบัติต่อคนหน้าตาดีไม่เหมือนคนทั่วไป มีสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Beauty Premium จริงๆค่ะคุณ คือ คนที่ถูกมองว่าหน้าตาดีอาจได้เปรียบในตลาดแรงงาน รายได้ โอกาส และแม้กระทั่งวิธีที่คนแปลกหน้าปฏิบัติต่อพวกเขา
ฉันจึงไม่ชอบคำปลอบใจประเภท
“หน้าตาไม่สำคัญเลย”
เพราะมันไม่จริง
หน้าตาสำคัญ
เงินก็สำคัญ
สถานะก็สำคัญ
เส้นสายก็สำคัญ
โลกไม่ใช่สถานที่ยุติธรรมขนาดนั้น
แต่คำถามที่ฉันสนใจกว่าคือ
ถ้าความสวยให้อำนาจกับเรา เรากำลังจ่ายอะไรเพื่อแลกกับอำนาจนั้น?
และฉันไม่ได้หมายถึงเงินค่าครีม ค่าทำผม ค่าโบท็อกซ์ หรือค่าศัลยกรรม
ฉันหมายถึงของที่แพงกว่านั้นมาก
พื้นที่ในสมองของเรา
ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งใช้พื้นที่ในสมองไปมากเท่าไรตลอดชีวิตกับการคิดว่า
ฉันอ้วนไปไหม
ฉันแก่หรือยัง
ทำไมหน้าฉันไม่เหมือนเมื่อห้าปีก่อน
แขนใหญ่ไปหรือเปล่า
วันนี้ควรถ่ายรูปมุมไหน
ทำไมผู้หญิงคนนั้นอายุเท่าฉันแต่ดูเด็กกว่า
ทำไมฉันถึงไม่เหมือนในรูปที่ใส่ฟิลเตอร์
มันเป็นแรงงานชนิดหนึ่งที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีวันหยุด และไม่มีวันเกษียณ
ที่น่าประหลาดคือ ไม่มีใครต้องมายืนบังคับเรา
เราเดินผ่านกระจกแล้วตรวจสอบตัวเอง
เปิดกล้องหน้าแล้วตรวจสอบตัวเอง
เห็นรูปตัวเองแล้วซูมเข้าไปตรวจสอบตัวเอง
เราเป็นทั้งผู้คุมและนักโทษอยู่ในคนเดียวกัน
ฉันพูดเรื่องนี้ได้เต็มปากเพราะฉันเองก็เป็นคนนึงที่เคยห่วงความสวยของตัวเองแบบน่ารำคาญค่ะคุณ😅
… เดินผ่านกระจกไม่ได้ ต้องขอแอบมองตัวเองเสมอ
… ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมสำคัญ ก็คอยเช็คความสวยของตัวเอง หนักกว่าเช็คพาวเวอร์พอยท์
… ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ กลัวไม่เป็นที่ยอมรับในแผนก ก็หมดเงินไปกับการแต่งตัวดีดีแพงแพง แทนที่จะเอาเงินไปเรียนคอร์สดีๆ เพิ่มรอยหยักในสมอง
… พอทำงานได้เงินเยอะๆ ก็หมดเงินไปกับเรื่องทำสวยเยอะมากอีก ทั้งเลเซอร์ โบท็อกซ์ รีจูรัน โฟไฟโล โอลิจิโอ้ อะกาลิโก กาลิเลโอ etc. หึหึ
กว่าจะคิดได้แล้วกลับตัวทัน ว่าชีวิตมีอะไรสำคัญกว่าเรื่องพวกนี้ก็แทบแย่ค่ะคุณ
เพราะลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นแม่ คุณจะสอนลูกสาวเรื่องความสวยอย่างไร?
คุณจะบอกเธอว่า
“ลูกสวยที่สุดในโลก” หรือ?
แล้วถ้าวันหนึ่งโลกไม่เห็นด้วยกับคุณล่ะ?
คุณจะบอกว่า
“ความสวยไม่สำคัญ” หรือ?
ทั้งที่เธอจะเติบโตขึ้นมาในโลกที่ Instagram, TikTok, โฆษณา อัลกอริทึม และสายตาของผู้คนจะบอกเธอทุกวันว่ามันสำคัญมาก
หรือบางที เราควรสอนอะไรที่ยากกว่านั้นหว่า? เช่น …
เราควรสอนเด็กผู้หญิงว่า
ลูกไม่จำเป็นต้องสวยทุกวัน ไม่จำเป็นต้องสวยสำหรับทุกคน และไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อรักษาสถานะของการเป็นผู้หญิงที่คนอื่นอยากมอง
เพราะมีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความสวยที่เราไม่ค่อยกล้าพูดกัน
คือถ้าคุณสร้างตัวตนทั้งหมดขึ้นมาบนความสวย คุณกำลังสร้างบ้านอยู่บนที่ดินที่คุณไม่มีวันเป็นเจ้าของ
เพราะเวลาจะเอามันคืนไปทีละนิด
ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหน
มีวินัยแค่ไหน
ใช้ครีมแพงแค่ไหน
มีหมอเก่งแค่ไหน
สุดท้ายร่างกายก็จะเปลี่ยน
ใบหน้าจะเปลี่ยน
และถ้าตลอดชีวิตเราเรียนรู้เพียงวิธีรักษาความสวย แต่ไม่เคยเรียนรู้วิธีสร้างตัวตนที่ใหญ่กว่าความสวย วันหนึ่งเราอาจพบว่าเราใช้ชีวิตไปมากมายกับการปกป้องทรัพย์สินที่มีวันหมดอายุ
ฉันนึกถึงผู้หญิงเก่ง ๆ หลายคนที่เคยพบในชีวิต
และมีสิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็น
ยิ่งโลกภายในของผู้หญิงคนหนึ่งใหญ่ขึ้นเท่าไร กระจกมักยิ่งเล็กลงเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะเธอปล่อยตัว
ไม่ใช่เพราะเธอไม่แต่งหน้า
ไม่ใช่เพราะเธอต่อต้านโบท็อกซ์
แต่เพราะชีวิตของเธอมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าให้คิด
เธอมีปัญหาให้แก้
มีหนังสือให้อ่าน
มีงานให้สร้าง
มีเงินให้บริหาร
มีคนให้รัก
มีอาหารให้อร่อย
มีประเทศที่ยังไม่ได้ไป
มีบทสนทนาที่อยากคุย
และมีคำถามที่สำคัญกว่าว่า วันนี้หน้าฉันดูแก่หรือยัง
เมื่อโลกของคุณใหญ่พอ กระจกจะเล็กลงเอง
และฉันคิดว่า บางทีนี่อาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่แม่คนหนึ่งจะมอบให้ลูกสาวได้
ไม่ใช่การบอกเธอทุกวันว่า
“ลูกสวยที่สุดในโลก”
แต่เป็นการช่วยให้เธอสร้างชีวิตที่ใหญ่เสียจน ต่อให้วันหนึ่งเธอเดินเข้าไปในห้องแล้วไม่มีใครคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในนั้น
เธอก็ยังมีเรื่องอื่นอีกเป็นร้อยเรื่องที่ทำให้เธอเป็นคนที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งในห้องได้
บางทีเป้าหมายของเราไม่ควรเป็นการทำให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกสวยตลอดเวลา
เพราะนั่นอาจเป็นคุกเดิม เพียงแต่ทาสีผนังใหม่ให้สวยขึ้น
บางทีอิสรภาพที่แท้จริงคือการมาถึงจุดที่เราสามารถพูดได้อย่างสงบว่า
วันนี้ฉันอาจไม่สวย
แล้วไง?
ฉันยังมีชีวิตอีกตั้งมากมายให้ใช้
และมีเรื่องที่น่าสนใจกว่านี้อีกเยอะให้คิด
และบางที จุดหมายปลายทางของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การยืนหน้ากระจกแล้วพูดว่า
“ฉันสวย”
แต่คือวันที่คุณลืมไปเลยว่าต้องถามคำถามนี้
เพราะคุณกำลังยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิต
กำลังหัวเราะ กำลังสร้าง กำลังรัก กำลังลองผิดลองถูก กำลังเป็นตัวเอง
และในวันนั้น
คุณอาจยังไม่สวยก็ได้
แต่คุณจะเป็นอะไรบางอย่างที่ทรงพลังกว่านั้นมาก
ออ นอ บอ
13.07.2026