เรื่องเงินที่อยากเล่า by TEN

เส้นทาง

เรื่องเงินที่อยากเล่า by TEN เล่าเรื่องเงินให้เข้าใจง่าย เพื่อชีวิตที่มั่นคง

ความมหัศจรรย์ของกล้องตัวละ 3 แสนบาทบทเรียนจาก Leica กับการเอาตัวรอดท่ามกลางอุตสาหกรรมกล้องที่ถดถอยขณะที่ภาคการผลิตในยุโร...
02/10/2026

ความมหัศจรรย์ของกล้องตัวละ 3 แสนบาท

บทเรียนจาก Leica กับการเอาตัวรอดท่ามกลางอุตสาหกรรมกล้องที่ถดถอย

ขณะที่ภาคการผลิตในยุโรปกำลังเผชิญวิกฤตถดถอยจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงจากจีน Leica (ไลก้า) แบรนด์กล้องถ่ายรูปสัญชาติเยอรมนีที่มีอายุมากกว่าศตวรรษ กลับทำรายได้ทำสถิติสูงสุด 4 ใน 5 ปีที่ผ่านมา โดยใช้กลยุทธ์ทำกล้องคลาสสิกเน้นงานฝีมือและกุมตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลการถ่ายภาพอนาล็อก

- การพลิกฟื้นจากผลกระทบยุคดิจิทัล

จุดเปลี่ยนปี 2004 โดย Andreas Kaufmann ใช้เงินมรดกจากธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ของครอบครัวกว้านซื้อหุ้น Leica ในช่วงที่บริษัทกำลังขาดทุนหนักและปรับตัวตามเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ทัน

การเปิดตัว Leica M8 ในปี 2006 โดย Kaufmann ดึงทีมบริหารใหม่และหาเซนเซอร์ดิจิทัลที่มีขนาดเล็กพอสำหรับกล้องเรนจ์ไฟน์เดอร์ จนเปิดตัว M8 ได้สำเร็จ พลิกฟื้นฟื้นบริษัทจากการเกือบละลาย จนปัจจุบันยอดขายกล้องดิจิทัลคิดเป็น 80% ของทั้งหมดหรือมีรายได้รวมราว 650 ล้านดอลลาร์

- ฐานการผลิตแบบ Dual-Base และงานฝีมือสู่การผลิต

เยอรมนี โดยโรงงาน Wetzlar เป็นศูนย์กลางการประกอบกล้องรุ่นแฟลกชิป (M-Series) ด้วยงานทำมือล้วนๆ โดยผลิตได้เพียง 45 เครื่องต่อวัน ส่งผลให้กล้องมีราคาสูง เช่น รุ่นดิจิทัล M11 ราคาเกิน $10,000 หรือราว 330,000 บาท และรุ่นฟิล์ม M6 ราคา $7,000

โปรตุเกสเป็นฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุน โดย Leica เปิดโรงงานในโปรตุเกสเมื่อ 53 ปีก่อน เพื่อผลิตชิ้นส่วนขนาดใหญ่และกล้องส่องทางไกล ซึ่งใช้ระบบอัตโนมัติมากกว่า และมีต้นทุนค่าแรงเพียง 1 ใน 3 ของเยอรมนี ช่วยให้บริษัทรักษาฐานการผลิตในยุโรปไว้ได้

- การควบคุมการขายและเจาะตลาดมือสอง

ควลคุมช่องทางขายเองร่วม 50% โดยเปิดร้าน Leica Store พร้อมแกลเลอรีมากกว่า 120 แห่งทั่วโลก ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาดีลเลอร์และควบคุมภาพลักษณ์แบรนด์หรูได้เต็มที่

การทำเงินจากตลาดมือสองผ่านการสร้างร้านประมูลของตัวเองและขายกล้องแบบบูรณะ Refurbished ในร้าน โดยล่าสุดงานประมูลกล้องรุ่น M-A ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทำราคาได้สูงถึง 7.5 ล้านดอลลาร์

- ประเด็นเรื่องความท้าทายด้านสงคราวการค้าจากจีน และยุค AI

การขยายสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยรุกตลาดโปรเจกเตอร์บ้านผ่านการร่วมมือกับ Hisense และเจาะตลาดสมาร์ตโฟน Leitzphone ผ่านการร่วมมือกับ Xiaomi รวมถึงการจับมือกับ Gpixel ของจีนเพื่อพัฒนาเซนเซอร์ของตัวเอง

ลุ้นผลประกอบการกับผู้บริหารคนใหม่ชื่อ Andreas Voll ซึ่งเป็น CEO คนใหม่ ที่มุ่งขยายไลน์สินค้าไปที่กลุ่มวิดีโอและทำกล้องรุ่นราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นเพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้า ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีภาพสังเคราะห์จาก AI

- ในโลกที่สินค้าเน้นการผลิตจำนวนมากถูกทดแทนได้ง่าย การวางตำแหน่งแบรนด์ให้กลายเป็น งานศิลปะที่ให้คุณค่าเชิงอารมณ์และความประณีตคือเกราะป้องกันการถูกดิสรัปต์ที่ดีที่สุด เพราะผู้คนยอมจ่ายแพงให้กับอัตลักษณ์และสุนทรียภาพที่หาไม่ได้จากสินค้าทั่วไป

อ้างอิง
https://www.wsj.com/business/retail/these-10-000-cameras-are-a-rare-european-manufacturing-success-d91cf324?st=veSpiU

#กล้องไลก้า #กลยุทธ์ธุรกิจ #ข่าวต่างประเทศ #ธุรกิจยุโรป #การบริหารจัดการ

หรือยุโรปจะมองข้ามจีนไปพรรคประชานิยมในยุโรปมักมองหาศัตรูต่างชาติมาเป็นแพะรับบาปแต่น่าแปลกที่พวกเขากลับละเว้นจีนทั้งที่จี...
01/10/2026

หรือยุโรปจะมองข้ามจีนไป

พรรคประชานิยมในยุโรปมักมองหาศัตรูต่างชาติมาเป็นแพะรับบาปแต่น่าแปลกที่พวกเขากลับละเว้นจีนทั้งที่จีนมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นเป้าหมายโจมตีทั้งการอุดหนุนอุตสาหกรรมจนทำลายงานในยุโรปและการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ

- จีน: ศัตรูในอุดมคติที่ถูกละเว้น

ปัจจัยที่ควรทำให้ถูกโจมตี: จีนมีดุลการค้าได้เปรียบยุโรปสูงถึง 1 พันล้านยูโรต่อวัน นโยบายอุดหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเคมีของจีนกำลังสร้างปรากฏการณ์ China Shock รอบใหม่ที่ส่งผลให้โรงงานในยุโรปต้องปิดตัว อีกทั้งจีนยังมีความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซีย

ท่าทีที่สวนทางของนักการเมือง: พรรคขวาจัด AfD ของเยอรมนีกลับสนับสนุนโครงการ Belt and Road และพรรค Fidesz ของฮังการีกลายเป็นพันธมิตรแน่นแฟ้นของปักกิ่ง ส่วนพรรคซ้ายจัดในฝรั่งเศสกลับเตือนยุโรปไม่ให้แทรกแซงเรื่องไต้หวัน

- สาเหตุที่นักประชานิยมยุโรปไม่กล้าแตะจีน

ผลประโยชน์และสายสัมพันธ์ส่วนตัว: Alice Weidel ผู้นำพรรค AfD เคยทำงานในจีนและพูดภาษาจีนได้ ขณะที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฮังการีหันไปเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้ BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนทันทีหลังลงจากตำแหน่ง

มองจีนเป็นโมเดลต้นแบบ: ว่าที่ผู้นำอำนาจนิยมในยุโรปหลงใหลในความเด็ดขาดและการชูนโยบายชาตินิยมของจีนที่ไม่ต้องสนใจระเบียบโลก กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชนเหมือนที่สหภาพยุโรปทำ

ย้อนศรความเชื่อตนเอง: การจะคานอำนาจกับจีนจำเป็นต้องพึ่งพาการรวมพลังผ่านสถาบันศูนย์กลางของสหภาพยุโรปที่บรึสเซลส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชานิยมเกลียดและต่อต้านมาโดยตลอด

- จุดเปลี่ยนที่กำลังจะมาถึง

เมื่อความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง EU กับจีนเริ่มรุนแรงขึ้น ผ่านการตั้งกำแพงภาษีรถยนต์ไฟฟ้าและการไต่สวนการอุดหนุนหรือทุ่มตลาด นักการเมืองฝั่งประชานิยมจะไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้อีกต่อไป และต้องเลือกข้างว่าจะมองจีนเป็นแบบอย่างที่น่าเลียนแบบ หรือ ภัยคุกคามที่ต้องต่อต้าน

- การที่พรรคประชานิยมละเว้นการโจมตีจีน สะท้อนว่าเป้าหมายหลักของพวกเขาอาจไม่ใช่การปกป้องผลประโยชน์ของแรงงานท้องถิ่น แต่คือการต่อต้านสถาบันสากลอย่าง EU และการแอบชื่นชมระบอบอำนาจนิยมที่เด็ดขาดนั่นเอง

อ้างอิง
https://www.economist.com/europe/2026/09/17/why-europes-populists-dont-criticise-china

#การเมืองโลก #เศรษฐกิจยุโรป #จีน #ข่าวต่างประเทศ

เป็นเพราะสมาร์ตโฟนหรือระบบการศึกษาเปิดมุมมองใหม่ต้นเหตุวิกฤตความเครียดในเด็กข้อถกเถียงเรื่องต้นเหตุวิกฤตสุขภาพจิตและโรคซ...
30/09/2026

เป็นเพราะสมาร์ตโฟนหรือระบบการศึกษา

เปิดมุมมองใหม่ต้นเหตุวิกฤตความเครียดในเด็ก

ข้อถกเถียงเรื่องต้นเหตุวิกฤตสุขภาพจิตและโรคซึมเศร้าในเด็กยุคใหม่กำลังถูกท้าทายโดย ปีเตอร์ เกรย์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก Boston College และผู้เขียนหนังสือ Restoring Childhood: How to Set Kids Free in the Age of Anxiety ซึ่งออกมาโต้แย้งแนวคิดยอดนิยมของ โจนาธาน ไฮด์ท ผู้เขียน The Anxious Generation ที่ระบุว่าสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียคือตัวการหลัก

- สมาร์ตโฟนไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง

ขาดหลักฐานยืนยันชัดเจนโดยเกรย์ชี้ว่างานวิจัยระดับประชากร รวมถึงรายงานสภาวิจัยแห่งชาติสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่าโซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สุขภาพจิตเด็กแย่ลง

บทเรียนจากความวิตกจริตเรื่องวิดีโอเกมโดยเกรย์เปรียบเทียบกระแสกลัวสมาร์ตโฟนในปัจจุบันกับความตื่นตระหนกเรื่องวิดีโอเกมในยุค 90s ที่เคยถูกมองว่าจะสร้างความรุนแรงในวัยรุ่น ทั้งที่ในความเป็นจริง สถิติอาชญากรรมในวัยรุ่นกลับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานั้น

- ต้นตอที่แท้จริงคือแรงกดดันการเรียนและการถูกจำกัดอิสรภาพ

ผลกระทบจากหลักสูตรและการแข่งขันจากผลของกราฟแสดงระดับความเครียดของเด็กสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มขึ้นราวปี 2010 ซึ่งตรงกับการประกาศใช้หลักสูตร Common Core ที่เน้นการวัดผลและเข้มงวดทางการศึกษา ผลสำรวจพบว่าโรงเรียนและการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือสิ่งที่สร้างความวิตกกังวลให้วัยรุ่นมากที่สุด ไม่ใช่โซเชียลมีเดีย

เด็กขาดอิสรภาพและการเล่นอย่างอิสระเพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บีบพื้นที่อิสระของเด็กลดลงเรื่อยๆ พ่อแม่กลัวอันตรายเกินจริงจนไม่ปล่อยให้เด็กออกไปเล่นนอกบ้านหรือเดินทางตามลำพัง ส่งผลให้เด็กขาดโอกาสฝึกฝนการพึ่งพาตนเองและการแก้ปัญหาในชีวิตจริง

- ทางออกคือการเลี้ยงดูแบบส่งเสริมอิสรภาพและความไว้วางใจ

มอบหน้าที่และความไว้วางใจ เพราะแทนที่จะควบคุมหรือรับภาระแทนเด็ก พ่อแม่ควรสอนให้เด็กรับผิดชอบงานบ้าน เช่น ทำอาหาร วางแผนกิจกรรม หรือดูแลตนเอง ซึ่งช่วยลดความเหนื่อยของพ่อแม่และเพิ่มความมั่นใจให้เด็ก

สอนให้ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย โดยการปรับเปลี่ยนจากการห้ามเด็ดขาด มาเป็นการสอนทักษะการใช้สมาร์ตโฟนอย่างปลอดภัย ควบคู่กับการกำหนดขอบเขตที่เหมาะสม เช่น ห้ามใช้บนโต๊ะอาหาร และสนับสนุนกิจกรรมกลางแจ้ง

- ความวิตกกังวลของเด็กอาจไม่ได้เกิดจากแสงบนหน้าจอมากเท่ากับแรงกดดันจากการแข่งขันและการถูกริบอิสรภาพ การควบคุมและปกป้องเด็กจนเกินไปอาจทำลายภูมิคุ้มกันชีวิตโดยไม่รู้ตัว การคืนพื้นที่การเล่นอิสระและมอบความไว้วางใจ คือหัวใจสำคัญในการสร้างเด็กที่เข้มแข็งและมีความสุข

อ้างอิง
https://www.wsj.com/lifestyle/relationships/childhood-psychology-anxiety-phones-common-core-peter-gray-88c92394?st=hEQWCR

#สุขภาพจิตเด็ก #จิตวิทยาเด็ก #ระบบการศึกษา #สมาร์ตโฟน #เลี้ยงลูก

อาชีพที่กำลังทำเงินมหาศาลอาชีพพี่เลี้ยงเด็กสำหรับตระกูลมหาเศรษฐีกำลังกลายเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างมหาศาลโดยแลกกับการทำง...
29/09/2026

อาชีพที่กำลังทำเงินมหาศาล

อาชีพพี่เลี้ยงเด็กสำหรับตระกูลมหาเศรษฐีกำลังกลายเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างมหาศาลโดยแลกกับการทำงานหนักและการปรับตัวเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขซับซ้อน

- รายได้สูงกับระบบการทำงานสุดโหด

ค่าตอบแทนระดับผู้บริหาร: พี่เลี้ยงระดับท็อปสามารถทำรายได้สูงถึง 200,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 6.5–7 ล้านบาทซึ่งเมื่อคำนวณเป็นรายชั่วโมงแล้วเทียบเท่ากับนักวิเคราะห์ในบริษัทการเงินชั้นนำ

ระบบการสลับเวร: ทำงานเต็มเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน ติดกัน 7 วัน แล้วจึงได้พักยาว 7 วัน โดยมหาเศรษฐีจะจ้างพี่เลี้ยง 2 คนสลับกันเพื่อให้มีคนดูแลบุตรหลานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน โดยไร้รอยต่อ

คุณสมบัติระดับพรีเมียม: นายจ้างต้องการพี่เลี้ยงที่จบจากสถาบันฝึกอบรมเฉพาะทาง จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ พูดได้หลายภาษา และคุ้นเคยกับการเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวหรือเรือยอชต์

- ความกดดันและข้อแลกเปลี่ยนในชีวิตจริง

ความต้องการสุดจู้จี้: พี่เลี้ยงต้องรับมือกับคำสั่งสุดโต่ง ตั้งแต่การรีดชุดชั้นในของเด็กทุกวัน ไปจนถึงการรับมือกับบรรยากาศการแข่งขันในครอบครัวมหาเศรษฐีที่ตึงเครียด

สูญเสียชีวิตส่วนตัว: แม้จะมีช่วงหยุดยาว แต่ตารางงานที่เหวี่ยงไปมาและความคาดหวังที่สูงลิบ ทำให้พี่เลี้ยงหลายคนยากที่จะสร้างครอบครัวหรือมีลูกเป็นของตัวเอง

ปรากฏการณ์ป๊อปคัลเจอร์: ความนิยมในอาชีพนี้สะท้อนผ่านรายการเรียลลิตี้อย่าง Million Dollar Nannies ที่ทาง Hulu ซึ่งเปลี่ยนความฝันของผู้คนจากการอยากเป็นมหาเศรษฐี มาเป็นการทำงานรับใช้มหาเศรษฐีเพื่อสร้างรายได้มหาศาลแทน

- รายได้ที่สูงมักแลกมาด้วยต้นทุนชีวิตและอิสรภาพที่มองไม่เห็น อาชีพที่ต้องแลกด้วยเวลาและความทุ่มเทระดับพรีเมียม จึงเป็นบททดสอบสำคัญระหว่างการสร้างความมั่นคงทางการเงินกับการเสียสละชีวิตส่วนตัว

อ้างอิง
https://www.economist.com/business/2026/09/16/nannying-for-the-ultra-rich-is-increasingly-demanding-and-lucrative

#พี่เลี้ยงเด็ก #ข่าวต่างประเทศ #การทำงาน #สวัสดิการชีวิต

ผลข้างเคียงเพียงชั่วข้ามคืน ผู้ป่วยฟ้องผู้ผลิตยาลดน้ำหนัก GLP-1 หลังเผชิญภาวะสูญเสียการมองเห็นกะทันหันผู้ป่วยในสหรัฐฯ จำ...
28/09/2026

ผลข้างเคียงเพียงชั่วข้ามคืน

ผู้ป่วยฟ้องผู้ผลิตยาลดน้ำหนัก GLP-1 หลังเผชิญภาวะสูญเสียการมองเห็นกะทันหัน

ผู้ป่วยในสหรัฐฯ จำนวนมากได้ยื่นฟ้องบริษัทผู้ผลิตยาลดน้ำหนักและยาเบาหวานยอดฮิตในกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic, Wegovy ของ Novo Nordisk และ Zepbound, Mounjaro ของ Eli Lilly หลังจากประสบภาวะสูญเสียการมองเห็นกะทันหัน โดยอ้างว่าบริษัทไม่ได้เตือนถึงความเสี่ยงร้ายแรงดังกล่าวล่วงหน้า

- ภาวะ NAION และความเสี่ยงที่ยังเป็นข้อถกเถียง

การสูญเสียการมองเห็นถาวร: ผู้ป่วยหลายรายเกิดภาวะ NAION (Nonarteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy) หรือภาวะเส้นประสาทตาขาดเลือดเลี้ยงกะทันหัน ส่งผลให้สายตาพร่ามัว เสียการมองเห็นส่วนข้าง หรือบอดไปบางส่วน ซึ่งโดยมากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ผลวิจัยยังขัดแย้ง: งานวิจัยทางการแพทย์ยังได้ผลลัพธ์ไม่ตรงกัน บางศึกษาระบุว่ายาไม่เพิ่มความเสี่ยง ขณะที่บางการศึกษาพบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 2 เท่า ถึง 8 เท่า อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่าโดยรวมแล้วยังถือเป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก (เฉลี่ยราว 2 ใน 10,000 คน)

- การฟ้องร้องและมาตรการเตือนภัยทั่วโลก

ต่างประเทศเริ่มระบุคำเตือน: หน่วยงานกำกับดูแลยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) รวมถึงสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีคำสั่งให้เพิ่มคำเตือนเรื่องความเสี่ยง NAION บนฉลากยาแล้ว ขณะที่ในเดนมาร์ก รัฐบาลได้อนุมัติเงินชดเชยให้ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบแล้ว 27 ราย

สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ: องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) อยู่ระหว่างการสืบสวนและยังไม่ได้สั่งให้เพิ่มคำเตือนบนฉลาก ส่งผลให้เกิดคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ป่วยจำนวนมากในศาลสหรัฐฯ

- ข้อแนะนำจากแพทย์และการประเมินความคุ้มค่า

ประโยชน์และความเสี่ยง: สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 หรือผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง ประโยชน์ของยาในการควบคุมโรคร้ายแรงอื่นยังมีมากกว่าความเสี่ยง แต่หากเป็นคนที่ต้องการลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อย ความเสี่ยงนี้อาจไม่คุ้มค่า

ตรวจตาก่อนเริ่มใช้ยา: สมาคมทัศนมาตรศาสตร์แห่งสหรัฐฯ แนะนำให้ผู้ที่จะเริ่มใช้ยากลุ่ม GLP-1 เข้าตรวจเช็กโครงสร้างเส้นประสาทตาก่อน เพื่อประเมินว่ามีขั้วประสาทตาแออัดซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพหรือไม่

- เพราะว่าไม่มีนวัตกรรมทางการแพทย์ใดที่ไร้ผลข้างเคียง การชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ต่อสุขภาพและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนการตรวจเช็กร่างกายอย่างถี่ถ้วนก่อนเริ่มใช้ยา คือปราการป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดของผู้ป่วย

อ้างอิง
https://www.wsj.com/health/pharma/patients-sue-glp-1-drugmakers-over-risk-of-sudden-vision-loss-f60d7acb

#ยาลดน้ำหนัก #ยาเบาหวาน #สุขภาพ #ข่าวต่างประเทศ #คดีฟ้องร้อง

จีนประกาศใช้มาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลของสังคมว่าอาจ...
26/09/2026

จีนประกาศใช้มาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

ท่ามกลางความกังวลของสังคมว่าอาจเป็นการย้อนรอยนโยบายปิดประตูของประเทศในอดีต

แต่นครปักกิ่งยืนยันว่าเป็นการยกระดับการเฝ้าระวังภัยความมั่นคงและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติไม่ใช่การห้ามประชาชนเดินทางออกนอกประเทศ

- มาตรการใหม่และกรอบความมั่นคงทางเทคโนโลยี

การสั่งห้ามออกนอกประเทศเพื่อปกป้องเทคโนโลยี: กฎใหม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ระงับการเดินทางของบุคคลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ

เคสตัวอย่างผู้ก่อตั้ง Manus: ผู้บริหารของบริษัท AI ชื่อดังถูกระงับไม่ให้ผู้ก่อตั้งเดินทางออกนอกประเทศหลังหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจจีนคัดค้านข้อตกลงขายกิจการให้ Meta โดยชี้ว่าละเมิดกฎหมายส่งออกเทคโนโลยีแม้บริษัทจะย้ายสำนักงานใหญ่ไปสิงคโปร์แล้วก็ตาม

การคุมกลุ่มบุคลากรภาครัฐ: ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กองทัพ และอาจารย์มหาวิทยาลัย ยังคงต้องฝากหนังสือเดินทางไว้กับต้นสังกัดและขออนุมัติล่วงหน้าก่อนเดินทาง ซึ่งครอบคลุมไปถึงช่วงหลังเกษียณอายุด้วย

- ยอดเดินทางทำสถิติใหม่และการสกัดการก่ออาชญากรรม

การเดินทางต่างประเทศฟื้นตัว: ตัวเลขคนจีนเดินทางออกนอกประเทศปีนี้คาดว่าจะสูงถึง 180 ล้านครั้ง ซึ่งแซงหน้าสถิติเดิม 170 ล้านครั้งก่อนช่วงโควิด-19 ในปี 2019

ปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ในอาเซียน: รัฐบาลเพิ่มการตรวจสอบเอกสารและสัญญาจ้างงานสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศเสี่ยงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อป้องกันการถูกหลอกไปทำงานคาสิโนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งคนจีนถูกส่งตัวกลับจากเมียนมาแล้วกว่า 57,000 คน

- ผลกระทบต่อประชาชนและนักวิจัย

กระทบเฉพาะกลุ่มความเสี่ยงสูง: นักท่องเที่ยวทั่วไปที่เดินทางไปฝั่งตะวันตกไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

บุคลากรสายเทคถูกเพ่งเล็ง: ใครก็ตามที่ทำงานแตะต้องข้อมูลความลับของชาติหรือเทคโนโลยีขั้นสูง จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดและมีโอกาสถูกปฏิเสธการออกนอกประเทศสูงขึ้น

- การคุมเข้มประตูเข้าออกประเทศของจีนครั้งนี้สะท้อนว่าปักกิ่งไม่ได้ต้องการปิดประเทศจากโลกภายนอก แต่กำลังใช้ตะแกรงร่อนที่ถี่ขึ้นเพื่อรักษาสมองและเทคโนโลยีสำคัญไว้ในชาติ พร้อมกับสกัดกั้นภัยคุกคามทางไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติไปพร้อมกัน

อ้างอิง
https://www.economist.com/china/2026/09/17/chinas-new-exit-rules-stoke-fears-of-ever-tighter-border-controls

#การเมืองโลก #ประเทศจีน #ข่าวต่างประเทศ #ความมั่นคง

การแข่งขันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างมหาอำนาจกำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อความกังวลเรื่อง AI สร้างภัย...
24/09/2026

การแข่งขันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างมหาอำนาจกำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เมื่อความกังวลเรื่อง AI สร้างภัยพิบัติระดับทำลายล้างมนุษยชาติไม่อาจหยุดยั้งการแข่งขันได้ เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่อาจยอมเสียเปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับจีน

- ความเสี่ยงลุกลามและสัญญาณเตือนจากผู้นำด้านเทคโนโลยี

สัญญาณอันตรายเพิ่มขึ้น: AI รุ่นใหม่เริ่มหลุดจากการทดสอบ มีการนำไปใช้สอดส่องและพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ขีปนาวุธโดยกลุ่มติดอาวุธตลอดจนโชว์ศักยภาพแก้โจทย์คณิตศาสตร์ระดับโลกได้

เสียงเรียกร้องให้ชะลอตัว: ผู้นำองค์กร AI อย่าง Dario Amodei, Sam Altman และ Elon Musk ต่างเห็นพ้องให้ชะลอความเร็วแต่ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ เกรงว่าหากหยุด จะทำให้จีนแซงขึ้นเป็นผู้นำทันที

บทเรียนจากสงครามยูเครน: การใช้โดรนและเครือข่ายสื่อสารขั้นสูงในสนามรบพิสูจน์แล้วว่าความได้เปรียบทางเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนเป็นอำนาจทางทหารที่เด็ดขาดได้อย่างรวดเร็ว

- ทำไมการทำข้อตกลงหยุดพัฒนาจึงเป็นไปได้ยาก

จีนไม่ยอมถูกแช่แข็ง: การสั่งหยุดพัฒนา ณ ปัจจุบันจะทำให้จีนถูกตรึงให้อยู่ในอันดับสองรองจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้นำจีนไม่มีทางยอมรับ

การตรวจสอบทำได้ยาก: ไม่เหมือนการทดสอบนิวเคลียร์ในยุคสงครามเย็น การตรวจสอบศูนย์ข้อมูลทำได้ยากมากเพราะภายนอกดูเหมือนศูนย์ข้อมูลตอบคำถามทั่วไป ไม่สามารถมองเห็นกระบวนการฝึกฝน AI ภายในได้

- ทางออกที่ทำได้จริงเพื่อป้องกันภัยพิบัติ

ยกระดับความโปร่งใส: ทั้งสองฝ่ายควรกำหนดกฎหมายบังคับให้เปิดเผยและสอบสวนเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในห้องแล็บของตนเอง

เพิ่มความรับผิดชอบทางกฎหมาย: บังคับใช้มาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวดเพื่อป้องกัน AI หลุดจาก Sandbox และกำหนดให้ห้องแล็บต้องรับผิดชอบทางการเงินหากเกิดความเสียหาย

แบ่งปันเทคนิคการรักษาความปลอดภัย: ร่วมมือกันแชร์องค์ความรู้ด้านการควบคุมและประเมินความปลอดภัย AI ซึ่งเป็นสินทรัพย์สาธารณะของโลก โดยไม่กระทบต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน

- ชัยชนะในสงครามเทคโนโลยีจะไร้ความหมายหากสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นย้อนกลับมาทำลายล้างผู้สร้าง การแข่งขัน AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องของใครจะไปถึงก่อนแต่คือจะทำอย่างไรให้มนุษยชาติรอดชีวิตไปด้วยกัน

อ้างอิง
https://www.economist.com/leaders/2026/09/17/can-the-ai-arms-race-be-stopped

#ปัญญาประดิษฐ์ #สงครามเทคโนโลยี #ข่าวต่างประเทศ #ความมั่นคงโลก

โฮวาร์ด บัฟเฟตต์ กับภารกิจผู้ปกป้องวัฒนธรรมของ Berkshire Hathaway ต่อจากวอร์เรน บัฟเฟตต์โฮวาร์ด หรือ โฮวี่ บัฟเฟตต์ ลูกช...
23/09/2026

โฮวาร์ด บัฟเฟตต์ กับภารกิจผู้ปกป้องวัฒนธรรมของ Berkshire Hathaway ต่อจากวอร์เรน บัฟเฟตต์

โฮวาร์ด หรือ โฮวี่ บัฟเฟตต์ ลูกชายวัย 71 ปี ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานกรรมการของอาณาจักร Berkshire Hathaway อย่างเป็นทางการ หลังจากการก้าวลงจากตำแหน่งของบิดาในวัย 96 ปี โดยภารกิจหลักไม่ใช่การบริหารงานประจำวัน แต่คือการเป็นผู้ปกป้องวัฒนธรรมองค์กรไม่ให้ถูกทำลายหรือถูกแยกส่วนออกไป

- ผู้ปกป้องจิตวิญญาณแห่ง Berkshire Hathaway

ไม่ใช่ผู้บริหาร แต่เป็นผู้ปกป้อง: บทบาทของโฮวี่จะไม่เน้นงานบริหารการเงินหรือการทำดีล แต่ทำหน้าที่ดูแลให้ Berkshire คงความเป็นอาณาจักรธุรกิจมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่ยึดมั่นในค่านิยมเดิม และพร้อมแทรกแซงหากเกิดปัญหาวิกฤตในระดับผู้นำ

ป้องกันการถูกแยกร่าง: วอร์เรน บัฟเฟตต์ แสดงความกังวลมาตลอดว่า Berkshire อาจถูกกลุ่มทุนอื่นชำแหละหรือแยกร่างหากตกไปอยู่ในมือของคนที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น การแต่งตั้งลูกชายจึงเป็นกลไกป้องกันเรื่องนี้

รักษาประเพณีดั้งเดิม: โฮวี่ยืนยันว่าจะไม่มีการย้ายสำนักงานใหญ่ไปจากเมืองโอมาฮาและจะยังคงจัดงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีระดับตำนานต่อไปเช่นเดิม

- แยกบทบาทชัดเจน: Greg Abel คุมการบริหาร ส่วน Howie คุมวัฒนธรรมองค์กร

ส่งต่ออำนาจการจัดสรรเงินทุน: วอร์เรนได้ส่งมอบตำแหน่ง CEO ให้กับ เกร็ก อาเบลไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อให้ชัดเจนว่าการตัดสินใจลงทุนและการบริหารเงินทุนทั้งหมดเป็นหน้าที่ของอาเบลอย่างเต็มตัว

ความท้าทายเมื่อเงินสดล้นมือและตลาดหุ้นซบเซา: Berkshire กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่จากกองเงินสดที่สูงถึงเกือบ 3.65 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดราว 5.7% สวนทางกับดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้น

สุขภาพของวอร์เรน บัฟเฟตต์: แม้ความคิดความอ่านจะยังคงเฉียบแหลม แต่วอร์เรนในวัย 96 ปีประสบอุบัติเหตุล้มจนขาหักเมื่อเดือนมิถุนายน 69 ส่งผลให้เขาใช้เวลาช่วงฟื้นตัวทบทวนอนาคตและตัดสินใจลงจากตำแหน่งประธานบอร์ดในที่สุด

- เส้นทางชีวิตสุดอินดี้จากเกษตรกรสู่ประธานบอร์ด

ปูมหลังที่ไม่เหมือนใคร: โฮวี่ไม่ได้จบปริญญาตรี ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการทำฟาร์มในเนบราสกาและอิลลินอยส์ รวมถึงเคยทำธุรกิจขุดเจาะและงานการเมืองท้องถิ่น

ประสบการณ์องค์กรระดับโลก: แม้จะไม่ใช่นักการเงิน แต่เขาเคยทำหน้าที่บอร์ดบริหารในบริษัทใหญ่อย่าง Coca-Cola, ConAgra และอยู่ในบอร์ด Berkshire มานานกว่า 3 ทศวรรษหรือตั้งแต่ปี 1993

งานด้านมนุษยธรรม: เขาทุ่มเทให้กับมูลนิธิ Howard G. Buffett Foundation เพื่อแก้ไขปัญหาความอดอยากและความขัดแย้งทั่วโลก รวมถึงการสนับสนุนงานกู้ระเบิดและการช่วยเหลือด้านอาหารในยูเครน

- ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนขององค์กรไม่ได้วัดกันแค่ที่ตัวเลขกำไรหรือเงินสดในมือ แต่วัดกันที่วัฒนธรรมและค่านิยมที่ถูกส่งต่อ การมีผู้ปกป้องเจตนารมณ์ดั้งเดิมจึงสำคัญไม่แพ้การมีผู้นำที่เก่งกาจด้านการสร้างผลกำไร

อ้างอิง
https://www.wsj.com/finance/a-new-buffett-takes-on-the-task-of-preserving-berkshire-hathaways-culture-bdb9cc30?st=7T8QoX

#การลงทุน #หุ้นสหรัฐ #ข่าวการเงิน #ข่าวต่างประเทศ #ผู้นำองค์กร

ประเทศที่ร่ำรวยกำลังเผชิญกับวิกฤตการคลังจากภาวะหนี้ท่วม-ขาดดุลงบประมาณ-ดอกเบี้ยสูงเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น...
22/09/2026

ประเทศที่ร่ำรวยกำลังเผชิญกับวิกฤตการคลังจากภาวะหนี้ท่วม-ขาดดุลงบประมาณ-ดอกเบี้ยสูง

เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นและยุคที่สินค้ามีราคาแพงขึ้นส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยเป็นระเบิดเวลาของงบประมาณในอนาคต

- วิกฤตภาระหนี้และดอกเบี้ยสูง

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งเกิน 5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วเกิน 4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 ปี

หนี้สาธารณะก็เริ่มสูงขึ้นตามกันมา: หนี้สาธารณะต่อ GDP ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มสูงขึ้นแตะ 110% โดยสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลงบประมาณสูงถึง 6% ของ GDP และฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณเกิน 5% ของ GDP

ภาระดอกเบี้ยทวีคูณ: เมื่อหนี้เก่าดอกเบี้ยต่ำครบกำหนดจ่ายและต้องออกพันธบัตรใหม่ที่ดอกเบี้ยแพงขึ้น ภาระดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อาจพุ่งแตะ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในสิ้นทศวรรษ ซึ่งแซงหน้างบประมาณสวัสดิการสังคมและสุขภาพ

- ยุทธศาสตร์กู้ระยะสั้นและความเสี่ยงระเบิดเวลา

รัฐฯ หันไปพึ่งหนี้ระยะสั้น: เพื่อเลี่ยงการจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวที่สูง รัฐบาลต่าง ๆ หันมาออกตั๋วเงินคลังระยะสั้นมากขึ้น โดยหนี้สหรัฐฯ เกือบ 1 ใน 4 เป็นหนี้ระยะสั้น ทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยของหนี้ลดลงเหลือไม่ถึง 6 ปี

ความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ (Rollover Risk): การกู้ระยะสั้นทำให้หนี้ต้องถูกรีไฟแนนซ์บ่อยขึ้น ในภาวะที่เงินเฟ้อยังค้างสูงและราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ธนาคารกลางยังคงมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งดันให้ต้นทุนการกู้ยืมใหม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

- ความจำเป็นในการรัดเข็มขัดแต่ทำให้ฐานเสียงลดลง

เมื่อจำเป็นต้องเกินดุลแต่ด้วยการหวังผลทางการเมืองทำให้ต้องดำเนินงบแบบขาดดุล: สหรัฐฯ และฝรั่งเศสจำเป็นต้องปรับปรุงงบประมาณดุลเบื้องต้นให้กลับมาเกินดุล 1%–1.5% ของ GDP เพื่อรักษาระดับหนี้ให้คงที่ แต่นโยบายปัจจุบันกลับยังคงขาดดุลเบื้องต้นสูงถึง 3%–4%

ขอบเขตการเก็บภาษีจำกัด: ประเทศอย่างฝรั่งเศสมีสัดส่วนรายได้ภาษีสูงกว่า 50% ของ GDP อยู่แล้ว ทำให้ปรับเพิ่มภาษีได้ยาก ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงขยายมาตรการลดภาษีและเพิ่มงบประมาณต่อเนื่อง

- การประวิงเวลาด้วยการกู้เงินระยะสั้นในวันที่ดอกเบี้ยพุ่งสูง ไม่ต่างจากการย้ายเวลาของปัญหาไปไว้ในอนคตเพราะเมื่อหนี้เก่าหมดอายุลง ราคาและผลกระทบของมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่จะตามมาจะยิ่งบีบคั้นทำให้เพิ่มความเจ็บปวดแบบทวีคูณ

อ้างอิง
https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/09/16/soaring-bond-yields-gaping-deficits-and-towering-debts-what-could-go-wrong

#เศรษฐกิจโลก #พันธบัตรรัฐบาล #หนี้สาธารณะ #การคลัง #ข่าวต่างประเทศ

การชะลอตัวของอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัว การชะลอตัวของอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวกำลังกลายเป็นวิกฤตเงียบที่คุกคามมาตรฐ...
21/09/2026

การชะลอตัวของอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัว

การชะลอตัวของอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวกำลังกลายเป็นวิกฤตเงียบที่คุกคามมาตรฐานการครองชีพของผู้คนทั่วโลก โดยมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน รัสเซีย เยอรมนี และบราซิล ได้ก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตถดถอยอย่างน่าตกใจ

- วิกฤต GDP ต่อหัวตกต่ำลงทั่วโลก

ประชากรได้รับผลกระทบมหาศาล: ผู้คนกว่า 3.3 พันล้านคนหรือเกิน 2 ใน 5 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวในทศวรรษที่ผ่านมา (2014–2024) โตช้าลงกว่าทศวรรษก่อนหน้าถึงครึ่งหนึ่ง และมีประชากรอีกกว่า 730 ล้านคนต้องเผชิญกับมาตรฐานการครองชีพที่ดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้อยกเว้นที่ยังเติบโต: มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังรักษารูปแบบการเติบโตไว้ได้ เช่น อินเดีย ที่ได้อานิสงส์จากโครงสร้างประชากรและการเร่งเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าประเทศร่ำรวยอื่นๆ

- สาเหตุที่แตกต่างในแต่ละกลุ่มประเทศ

ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี, แคนาดา: เผชิญภาวะผลิตภาพโตต่ำร่วมกับการเปิดรับผู้อพยพทำให้ตัวหารประชากรเพิ่มขึ้นจนงบประมาณและรายได้เฉลี่ยถูกหารจนเจือจาง รายได้แท้จริงของคนเยอรมันเติบโตเพียง 0.6% ต่อปี

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่ม BRICS: จีนเผชิญภาวะอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอจนการเติบโตต่อหัวลดลงเหลือครึ่งเดียวจากยุคก่อน ขณะที่ประเทศในแถบละตินอเมริกาและแอฟริกาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสิ้นสุดของยุคสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคยเฟื่องฟู

- สัญญาสังคมพังทลาย และความสูญเสียความหวังของคนรุ่นใหม่

หมดยุคขยันแล้วรวย: ในจีนพบงานวิจัยระบุว่าประชากรที่เชื่อว่าความขยันจะได้รับการตอบแทนเสมอลดลงจาก 62% ในปี 2014 เหลือเพียง 28% ในปี 2023 ท่ามกลางอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในเมืองที่สูงถึง 18%

กำเนิดประชานิยมและการเมืองระส่ำ: คนรุ่นใหม่ในยุโรปและบราซิลที่รู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับรุ่นพ่อแม่ หันไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองฝั่งประชานิยมและเปลี่ยนขั้วรัฐบาลไปมาซึ่งยิ่งซ้ำเติมความสับสนและชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้าไปอีก

- เมื่อเศรษฐกิจหยุดเติบโต สิ่งที่พังทลายไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขสถิติ แต่คือความเชื่อของคนรุ่นใหม่ที่ว่าการทำงานหนักจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้ และเมื่อความหวังในความก้าวหน้าหายไป สังคมจะเริ่มถอดใจ นำไปสู่ความผันผวนทางการเมืองที่แก้ยากยิ่งกว่าเดิม

อ้างอิง
https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/09/17/the-gdp-per-person-slowdown-threatens-global-living-standards

#เศรษฐกิจโลก #มาตรฐานการครองชีพ #คนรุ่นใหม่ #ข่าวต่างประเทศ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ เรื่องเงินที่อยากเล่า by TEN โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์