โอเคะ ไฟแนนซ์

เส้นทาง

โอเคะ ไฟแนนซ์ ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก โอเคะ ไฟแนนซ์, บริการเตรียมแบบภาษี, 201/151, Bangkok

เคะน้อยนักวางแผน 📉 ชำแหละ Unpredictable Risk ด้วย Data-Driven Insight เปลี่ยนประกันจากกระดาษให้เป็น Tactical Asset ที่ปกป้องพอร์ตคุณอย่างทะนุถนอม พร้อมดูแลทุกย่างก้าวของชีวิต... "ทำไว้เถอะครับ เผื่อพลาด" 🛡️🎀🤝 #ตัวแทน AIA

29/08/2026

ไม่ตรวจสุขภาพ ≠ ไม่ตอบคำถามสุขภาพ

ยาวไปไม่ดู สรุป :
- ไม่ตรวจสุขภาพ แต่ก็อาจจะต้องตอบคำถามสุขภาพ
- อย่าโกหก โดนจับได้ = โดนล้างสัญญา
- โดนล้างสัญญาตอนแก่ไม่สนุก ทำไหม่ก็ไม่ได้
- ทำให้ถูกแต่แรก มีอะไรบอกไปให้หมด ถ้าตรงนี้เคลียร์ ที่เหลือง่าย

#ประกัน #ประกันสุขภาพ

22/04/2026

สรุปข่าวใหญ่ ซีพี โยก 3 บริษัทออกจาก CPALL กรรมการอิสระไม่เห็นด้วย /โดย ลงทุนแมน

ข่าวใหญ่วงการตลาดทุนวันนี้ ซีพีจะโยก 3 บริษัทสำคัญ จาก CPALL ไปรวมกับธุรกิจ Virtual Bank ที่เป็นของเครือซีพีอีกบริษัทหนึ่ง

การโยกย้ายในครั้งนี้ เป็นครั้งสำคัญที่เราได้เห็นการทำหน้าที่ของกรรมการอิสระของ CPALL โดยกรรมการอิสระมีมติไม่เห็นด้วย

แต่เมื่อมองเข้าไปลึก ๆ ลงทุนแมนกลับมองเห็นว่า ดีลนี้มีอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องโยกธุรกิจไป Virtual Bank

เพราะมีกิจการระดับแสนล้านบาทกำลังถูกเสนอให้โยกออกจาก CPALL

เรื่องนี้ทำไมลงทุนแมนคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากของตลาดทุนไทย

และเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..

หากเราพูดถึง "อาณาจักรซีพี" ภาพที่ทุกคนนึกถึงคือโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมต่อกัน

เราเข้าร้าน 7-Eleven
ซื้อของกินที่ผลิตจากโรงงาน CPF ในเครือ
จ่ายเงินผ่าน True Money ในเครือ
และสะสมแต้ม All Member ผ่านระบบของเครือ

แต่ในโลกของธุรกิจที่มีมูลค่าแสนล้าน และมีบริษัทอยู่ในตลาดหุ้นที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยมากมาย.. คำว่า เครือเดียวกัน อาจไม่ได้หมายความว่า ต้องเห็นตรงกันเสมอไป..

บริษัท CPALL เป็นเจ้าของกิจการร้าน 7-Eleven และยังถือหุ้นหลายบริษัทที่เกี่ยวข้อง เช่น

ถือหุ้น 100% ในบริษัทเคาน์เตอร์เซอร์วิส บริการชำระบิลในร้าน 7-Eleven

ถือหุ้น 100% ในบริษัทไทยสมาร์ทคาร์ด บริการระบบชำระเงินและ All Member

ถือหุ้น 60% ใน ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ที่เป็นเจ้าของกิจการ Makro และ Lotus

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมากรรมการอิสระผู้ไม่มีส่วนได้เสีย ของ CPALL มีมติที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุน

นั่นคือการตัดสินใจ “ไม่เห็นด้วย” ในข้อเสนอของฝ่ายบริหารของบริษัท ที่จะนำ 3 ธุรกิจ ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT ย้ายไปอยู่ใต้กลุ่มที่ทำธุรกิจ Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขา ที่กลุ่มซีพีกำลังปลุกปั้น

Virtual Bank คือสมรภูมิใหม่ที่ทุนยักษ์ใหญ่ในไทยกำลังได้ใบอนุญาต แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ
1.กลุ่มซีพี ที่ร่วมมือกับ Ant Group เครืออาลีบาบา
2.กลุ่ม SCBX ที่ร่วมมือกับ Kakao เกาหลี กับ WeBank จีน
3.กลุ่ม KTB ที่ร่วมมือกับ AIS และ OR

กลุ่มซีพี ยื่นขออนุญาตในนาม บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding)

และวันนี้ ดูเหมือนว่ากลุ่มซีพีจะพยายามปรับโครงสร้างภายในเครือ เพื่อผนึกกำลังต่อสู้กับคู่แข่ง

โดยให้ 3 บริษัทที่อยู่ภายใต้การถือหุ้นของ CPALL คือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT ย้ายไปอยู่ใต้ ACM Holding

ซึ่งการกระทำแบบนี้เข้าข่ายเป็นการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน และจะเอาเข้าประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อโหวตอนุมัติในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค. นี้

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าคณะกรรมการทุกท่านเห็นด้วย ก็คงจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ และเสนอให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติตามปกติ

แต่คราวนี้กรรมการอิสระของ CPALL มีมติไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังสงสัย
ว่ากรรมการอิสระ คืออะไร ?

นิยามของกรรมการอิสระก็คือ กรรมการที่เป็นอิสระจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน

ต้องถือหุ้น ไม่เกิน 1% ของบริษัท
ต้องไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร
ไม่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

โดยตลาดหลักทรัพย์ กำหนดให้ต้องมีกรรมการอิสระ อย่างน้อย 1 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด และต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน

อย่างตอนนี้ CPALL มีกรรมการ 17 คน และมีกรรมการอิสระอยู่ 6 คน

โดยกรรมการอิสระ 6 คนนี้ มีมติไม่เห็นด้วยกับดีลนี้ และให้เหตุผลว่า 3 บริษัทย่อยของ CPALL ที่จะโยกไปนี้ มีบทบาทสำคัญเชื่อมโยงกับธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือ ร้าน 7-Eleven

การปรับโครงสร้างดังกล่าว อาจทำให้เกิดข้อจำกัดด้านความคล่องตัว ความซับซ้อนด้านกฎเกณฑ์

นอกจากนั้นอาจส่งผลต่อความเป็นกลางและสัมพันธ์ทางธุรกิจอีกด้วย

ลงทุนแมนขอยกตัวอย่าง
หาก 3 บริษัทนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคาร ก็อาจต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย

ลองนึกภาพว่า 7-Eleven จะออกแคมเปญใหม่ที่เกี่ยวกับการสะสมแต้ม All Member แทนที่จะทำได้เลยเหมือนเมื่อก่อน อาจจะต้องมารอขออนุมัติยิบย่อยในเกณฑ์ธนาคาร ซึ่งอาจทำให้ความเร็ว ที่เคยเป็นจุดแข็งหายไป

เรื่องต่อมาคือ "ความเป็นกลาง"
ปัจจุบันเคาน์เตอร์เซอร์วิสทำหน้าที่เป็น Banking Agent รับฝากถอนให้กับธนาคารเกือบทุกสีในไทย

ถ้าต่อไป เคาน์เตอร์เซอร์วิสกลายเป็น เจ้าของ Virtual Bank เสียเอง.. พันธมิตรธนาคารเดิม จะยังส่งลูกค้ามาฝากเงินที่ 7-Eleven อยู่ไหม ?

ในอนาคตกลับกลายเป็นว่า 7-Eleven อาจต้องสนับสนุนธนาคารของเครือซีพีมากกว่ารายอื่น ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้จากธนาคารอื่น ๆ ที่เป็นคู่ค้าเดิม

เหมือนอย่างที่ตอนนี้ที่เกิดขึ้นก็คือลูกค้า 7-Eleven จ่ายพร้อมเพย์ไม่ได้ จ่ายได้แต่ True Money ทั้งที่การให้จ่ายด้วยพร้อมเพย์ได้ จะอำนวยความสะดวกลูกค้ามากกว่า

ที่น่าสนใจก็คือ CPALL ไม่ได้ถือหุ้น True Money แต่ True Money ถือหุ้นโดยบริษัทอื่นของซีพี

และเรื่องราวเหล่านี้ก็อาจทวีความรุนแรงขึ้น
ถ้าในอนาคต 3 บริษัทดังกล่าวใต้ CPALL ถูกโยกออกไปให้ ACM Holding

มาถึงตรงนี้ลงทุนแมนจะฉายภาพให้เห็นมากขึ้น

แต่เดิม ลูกค้าจ่ายบิลเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือสะสมแต้ม All Member ใน 7-Eleven แล้ว 2 บริษัทนี้อยู่ภายใต้ CPALL ที่เป็นเจ้าของ 7-Eleven ก็ดูสมเหตุสมผล

แต่สิ่งที่ซีพีกำลังจะทำ คือย้ายธุรกิจจ่ายบิล หรือสะสมแต้ม All Member ออกไปจาก 7-Eleven เข้าไปอยู่ใน ACM Holding

ในมุมผู้ถือหุ้น CPALL ก็คงคิดว่าทำไมต้องเอาออกไป

ในมุมกลุ่มซีพี ก็คงคิดว่า การไปรวมกลุ่มกับกับ Virtual Bank จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับภาพรวมของเครือมากกว่า

คำถามต่อไปก็คือ.. ถ้าเอา 3 บริษัทนี้ไปให้ ACM Holding แล้ว ACM Holding ให้อะไรตอบแทนกลับมาให้ CPALL ?

ดีลที่เป็นไปได้ถ้าไม่ใช้เงินสด คือการแลกหุ้น
ACM Holding ออกหุ้นใหม่ให้ CPALL แล้ว CPALL มอบหุ้น 3 บริษัทนี้ให้แก่ ACM Holding

คำถามต่อไปก็คือ.. ถ้าแลกเป็นหุ้นใน ACM Holding จะได้สัดส่วนหุ้นเป็นกี่ % ของ ACM Holding

ผลประกอบการล่าสุดของแต่ละบริษัทที่จะโยกไป

เคาน์เตอร์เซอร์วิส ปี 2567 มีรายได้ 3,547 ล้านบาท กำไร 974 ล้านบาท

ไทยสมาร์ทคาร์ด ปี 2567 มีรายได้ 337 ล้านบาท กำไร 87 ล้านบาท

CPAXT ปี 2568 มีรายได้ 520,706 ล้านบาท กำไร 9,356 ล้านบาท

เริ่มเห็นอะไรไหม ?
2 บริษัทแรกลงทุนแมนเข้าใจ
แต่บริษัท CPAXT เกี่ยวอะไร ? จริงอยู่ถึงแม้จะมีข้อมูลลูกค้ามาก แต่ธุรกิจหลักของ CPAXT คือค้าปลีก ไม่ใช่การเงิน
แล้วบริษัทนี้มันใหญ่มาก ระดับแสนล้าน

ซีพีแจ้งว่าต้องการปรับโครงสร้าง โยก 3 บริษัทไปอยู่กลุ่มธุรกิจการเงิน

แต่จากข้อมูล ถ้าดูดี ๆ กำลังจะมีการโยกธุรกิจค้าปลีกแสนล้านอยู่ในนั้น..

มูลค่าบริษัท CPAXT ตามราคาตลาดปัจจุบัน อยู่ที่ 163,000 ล้านบาท
CPALL ถือหุ้นอยู่ 60% แปลว่า CPALL ถืออยู่ 98,000 ล้านบาท

เมื่อรวมกับมูลค่าของอีก 2 บริษัทที่เหลือ ก็น่าจะรวมกันไม่ต่ำกว่า 110,000 ล้านบาท

ที่น่าสนใจคือ เมื่อไปดูมูลค่าทางบัญชีของ ACM Holding มีมูลค่าแค่ 8,200 ล้านบาท

ถ้าจ่ายเป็นหุ้นของ ACM Holding อย่างเดียว โดยไม่มีเงินสดมาเกี่ยว ก็เท่ากับว่า CPALL จะไปถือ ACM Holding มากถึง 93%

ใช่แล้ว.. หลายคนอาจเริ่มคิดได้
ดีลนี้มีความเป็นไปได้ที่ทำให้ CPALL ไปร่วมวงทำธุรกิจ Virtual Bank ในทางอ้อมนั่นเอง..

ทั้งนี้ ที่ประมาณการมาทั้งหมดเป็นที่ราคามูลค่าทางบัญชี เครือซีพีอาจมีเหตุผลมากมายที่ทำให้บริษัท ACM Holding มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าทางบัญชี เพื่อไปแลกหุ้นกับ CPALL แล้ว CPALL ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ACM Holding ก็ได้

อีกกรณีหนึ่ง ถ้า ACM Holding มีการจ่ายเงินสดให้ CPALL โดยไม่มีการออกหุ้นให้
ก็จะทำให้ CPALL ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับ Virtual Bank
แต่ก็น่าคิดว่ากลุ่มซีพี จะจ่ายเงินสดที่ราคาเท่าไร ?

อีกเรื่องที่สำคัญ
รู้ไหมว่า
ปี 2013 กลุ่มซีพีซื้อ Makro ที่ราคา 188,000 ล้านบาท และให้ CPALL กู้เงินมาจ่าย

ปี 2020 กลุ่มซีพีซื้อ Lotus ที่ราคา 338,000 ล้านบาท และให้ CPALL กับ Makro กู้เงินมาจ่าย

ผ่านไปหลายปี.. การซื้อกิจการของกลุ่มซีพีในอดีต ทำให้ตอนนี้ CPALL ก็ยังมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ย รวมกันมากถึง 210,000 ล้านบาท

ในวันนี้ ซีพีบอกว่าจะเอา CPAXT ที่เป็นเจ้าของ Makro และ Lotus ออกจาก CPALL

มูลค่า CPAXT ที่ CPALL ถืออยู่ 98,000 ล้านบาท
ต่อให้ CPALL รับเงินสดมาทั้งหมดจากการโยกครั้งนี้
ก็ยังทิ้งหนี้จากอดีตไว้ให้ CPALL 110,000 ล้านบาท..

เพราะอะไรถึงโยกออกไป แล้วยังเหลือหนี้แสนล้านที่ CPALL?
คำตอบก็มีอยู่ 2 เหตุผล ง่าย ๆ
1.ราคาที่กลุ่มซีพีซื้อ Makro และ Lotus ในอดีตมันแพงไป
2.ราคากิจการตอนนี้มันตกลง ไม่ว่าจากสภาพตลาดหุ้น หรือสภาพกิจการที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ
คณะกรรมการบริษัทมีมติส่งให้ผู้ถือหุ้นพิจารณา และให้ผู้ถือหุ้นโหวตตัดสินขั้นสุดท้าย
ว่าจะอนุมัติให้บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ของบริษัท ACM Holding ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มซีพี หรือไม่

การโหวตรายการเกี่ยวโยงกัน ต้องได้รับเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 75% ของผู้เข้าประชุมโดยไม่รวมเสียงของผู้มีส่วนได้เสียหรือกลุ่มซีพีที่ถือหุ้น CPALL 35.9%

ทิศทางของ CPALL จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้น CPALL ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียในวันนั้น

อย่างไรก็ตาม วันนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาอีกบทหนึ่งของตลาดทุนไทย

เรื่องดีก็คือ กรรมการอิสระของ CPALL ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น
สะท้อนให้เห็นการพัฒนาของตลาดทุนไทยไปในทางที่ดี

ส่วนเรื่องที่ต้องลุ้นก็คือ
ก้าวต่อไปของ CPALL จะเจออะไร ?

จะได้เข้าถือหุ้นใหญ่ธุรกิจ Virtual Bank
หรือว่าจะได้เงินสด แลกกับการเสีย 3 ธุรกิจหลักออกไป

แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต
CPALL ต้องกู้เงินมหาศาล เพื่อเข้าไปแบกการซื้อ Makro ตามมาด้วย Lotus ให้กลุ่มซีพี

มาวันนี้.. ซีพีกำลังทำตรงข้าม
จะขอโยกกลับออกมา ด้วยเหตุผลบางประการ

ดูแล้ว ถ้าเกิดขึ้นจริง..
CPALL จะเหมือนเป็นบริษัทรับฝากหุ้น ที่ขอคืนได้ทีหลัง
แถมระหว่างรับฝาก ยังต้องกู้เงินแสนล้านให้ด้วย..

--
บทความนี้จัดทำขึ้นวันที่ 19 เมษายน 2569 โดยต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง บทความนี้มีเจตนาเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทที่เกี่ยวข้องตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นที่เกี่ยวข้อง การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

—-
เพิ่มเติม

CPALL ส่งจดหมายชี้แจง วันที่ 20 เมษายน ตอนกลางคืน อธิบายว่ากลุ่มซีพีต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง จึงเป็นที่มาที่ไปของเรื่องนี้ โดยกรรมการบริษัทที่ไม่ได้มีส่วนได้เสีย 13 คนจาก 16 คน ไม่เห็นด้วย

1. ที่มาและเหตุผลของการพิจารณารายการ

จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (กลุ่ม CPG) ต้องการจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจให้เข้าหลักเกณฑ์การขออนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง

จึงได้ส่งจดหมายลงวันที่ 16 เมษายน 2569 ถึงประธานกรรมการ CPALL โดยขอใช้สิทธิตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด เพื่อบังคับให้คณะกรรมการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

โดยมีวาระสำคัญคือ การพิจารณาในหลักการว่าจะให้บริษัทย่อย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ Virtual Bank ภายใต้บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CPG หรือไม่

2. มติคณะกรรมการบริษัท

ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริษัท CPALL (พิจารณาโดยกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสีย 13 ท่าน จากทั้งหมด 16 ท่าน) และคณะกรรมการตรวจสอบ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและมีมติ "ไม่เห็นด้วย" กับข้อเสนอดังกล่าว

3. เหตุผลหลักที่คณะกรรมการ "ไม่เห็นด้วย"
คณะกรรมการมองว่าการรวมกลุ่มธุรกิจนี้จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:

สูญเสียความคล่องตัวในการกําหนดนโยบายร่วมกัน:

หาก 3 บริษัทย่อยไปอยู่ภายใต้ Virtual Bank การดำเนินงานจะขาดความเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักคือร้าน 7-Eleven (เช่น การรับชำระเงิน หรือบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์) นอกจากนี้ การทำธุรกรรมระหว่าง CPALL กับบริษัทย่อยจะกลายเป็น รายการที่เกี่ยวโยงกัน ซึ่งมีขั้นตอนอนุมัติที่ยุ่งยาก และต้องถูกกำกับดูแลเพิ่มเติมจาก ก.ล.ต., ธปท. และกระทรวงการคลัง

สูญเสียความเป็นกลางกับสถาบันการเงินอื่น:

ปัจจุบันบริษัทย่อยทำงานอย่างเป็นกลางและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง หากเข้าร่วม Virtual Bank อาจทำให้ธนาคารคู่ค้าลดความเชื่อมั่น กังวลเรื่องความลับทางการค้าและการแข่งขัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขทางการค้าเดิมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

4. การเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM)

แม้คณะกรรมการจะไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทฯ จึงต้องกำหนดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. เพื่อเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาในหลักการ

5. ลักษณะของรายการที่เข้าข่าย

รายการที่เกี่ยวโยงกัน: เนื่องจากกลุ่ม CPG เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งใน CPALL (ร้อยละ 36.20) และ ACMH (ร้อยละ 25.03)

หากที่ประชุมมีมติอนุมัติและเกิดข้อตกลงในการโอนหรือขายหุ้น/กิจการของทั้ง 3 บริษัทย่อย

กรรมการ 3 ท่านที่มีส่วนได้เสีย (นายสุภกิต เจียรวนนท์, นายศุภชัย เจียรวนนท์ และ นายอำรุง สรรพสิทธิ์วงศ์) ไม่มีสิทธิลงมติในที่ประชุม

ระดับผู้ถือหุ้น การอนุมัติในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 จะต้องได้รับคะแนนเสียง ไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง โดยจะไม่มีการนับรวมคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย ซึ่งก็คือนิติบุคคลในกลุ่ม CPG รวม 10 ราย (เช่น บจ. ซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง, บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ฯลฯ) ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นรวมกันร้อยละ 36.20

21/04/2026
19/04/2026

พูดถึงสิ่งที่ผมชอบมากๆใน World War Z คือการอ้างอิงถึง “ทฤษฎีบุคคลที่ 10” หนึ่งในทฤษฎีที่เป็นประโยชน์มากๆ ในชีวิตจริง

ใครที่เคยดู World War Z คงจำได้ถึงประโยคที่ตัวละคร Jurgen Warmbrunn พูดกับตัวเอกถึงแนวคิด “ทฤษฎีบุคคลที่ 10” (The Tenth Man Theory) ที่ทำให้อิสราเอลรอดจากซอมบี้

ซึ่งทฤษฎีนี้ในเรื่องก็มีรากฐานมาจากความจริงในประวัติศาสตร์ ที่อิงจากความล้มเหลวในอดีตของอิสราเอล เช่น สงครามยมคิปปูร์ ปี 1973 ที่พวกเขาประเมินภัยคุกคามต่ำเกินไป หลังจากนั้น หน่วยข่าวกรองจึงออกกฎว่า จะไม่มีวันเพิกเฉยต่อสมมติฐานใด ๆ แม้จะดูเป็นไปไม่ได้ก็ตาม โดยหลักการคือ

ถ้ามีคน 9 คนในที่ประชุมเห็นตรงกันว่าเรื่องหนึ่ง "เป็นไปไม่ได้" คนที่ 10 จะต้อง คิดในทางตรงข้ามทันที
และหาทางทำเหมือนว่ามัน “เป็นไปได้จริง”

ในหนังเราจะเห็นว่าประเทศอิสราเอลเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เตรียมตัวรับมือซอมบี้ได้ก่อนใคร เพราะ “บุคคลที่ 10” เลือกจะเชื่อว่า การระบาดที่คนส่วนใหญ่บอกว่า “เป็นไปไม่ได้” อาจเกิดขึ้นจริงได้ และนั่นคือสิ่งที่ช่วยให้พวกเขามีโอกาสรอด

ซึ่งถ้าคิดดีๆ นี่ไม่ใช่แค่กลยุทธ์เอาตัวรอดจากซอมบี้ แต่เป็นวิธีคิดในการใช้ชีวิตจริงที่เห็นผลและมีประโยชน์มากๆ อย่างเช่นเวลาทำงานหรือทำธุรกิจ ถ้าใคร ๆ ก็บอกว่า “ไม่มีทางล้มเหลว” เราก็ควรมีสักคนที่ถามว่า “แล้วถ้ามันล้มเหลวล่ะ?” เพื่อหาทางออกสำรอง หรือ ในชีวิตประจำวัน การตั้งคำถามกับสิ่งที่ทุกคนเชื่อเหมือนกัน บางครั้งอาจช่วยให้เราเห็นมุมที่ซ่อนอยู่ และเตรียมตัวก่อนเจอวิกฤติจริงๆ

นอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้ทฤษฎีนี้น่าสนใจคือมันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่มนุษย์มักทำในกลุ่ม (Groupthink) เวลาคนหมู่มากเห็นตรงกัน เรามักจะไม่อยากค้าน แต่การไม่ค้าน อาจทำให้พลาดความจริงหรือโอกาสสำคัญ อย่างในประวัติศาสตร์ก็เต็มไปด้วยหายนะที่เกิดจากการคิดเหมือน ๆ กัน เช่นเหตุการณ์ Bay of Pigs Invasion ในปี 1961 เป็นต้น

ดังนั้นการมี บุคคลที่ 10 ก็เหมือนเป็น “ตัวช่วยป้องกัน Groupthink” ในทีมได้เช่นกัน

World War Z รับชมได้ทาง Prime Video

“แทนคำขอโทษที่พ่อแม่ไม่ได้รวยกว่านี้”😭ถึงพ่อแม่ทุกท่าน อย่าคิดแบบนี้กันเลยนะครับผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนทุ่มสุดตัวเพื่อครอบ...
17/04/2026

“แทนคำขอโทษที่พ่อแม่ไม่ได้รวยกว่านี้”😭
ถึงพ่อแม่ทุกท่าน อย่าคิดแบบนี้กันเลยนะครับ
ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนทุ่มสุดตัวเพื่อครอบครัวเสมอ

แต้มต่อหนึ่งที่ทุกครอบครัวต้องเจอคือ💰 “ต้นทุน” ชีวิต
ยิ่งเรามีมาก เราก็ยิ่งต่อยอดได้ง่าย
แต่ถ้าเรามีน้อย หรือติดลบ ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะไปถึงฝัน
—-------
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ด้วย วัฏจักรน้ำ (Water Cycle)

🌊ต้นทุนชีวิต = ทะเสสาบบนภูเขา
🌊เงินที่หามาได้ = สายน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร
🌊เงินเก็บ = มหาสมุทร

ตามธรรมชาติ น้ำในทะเลสาบมีการ "ระเหย" ตลอดเวลา (เปรียบได้กับค่าใช้จ่าย ภาษี และเงินเฟ้อ) เราคาดหวังว่าจะมี "ฝนตก" หรือ “น้ำไหลจากแม่น้ำ” ลงมาเติมน้ำให้เต็มอยู่เสมอ (เปรียบได้กับการทำงานหาเงินหรือได้เงินจากวิธีอื่น ๆ ) เพื่อที่วันหนึ่งน้ำจะล้นออกไปสร้างทะเลสาบแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมให้รุ่นลูกเรา

แต่ปัญหาคือ
❌น้ำระเหยเร็วกว่าฝนตก: หนี้สินรุมเร้าจนน้ำไม่เคยเหลือไปถึงมหาสมุทร
❌ฝนหยุดตกกะทันหัน: เมื่อ "เสาหลัก" หรือ 1 ชีวิตต้องจากไป ฝนก็หยุดตก ทะเลสาบแห้งขอด ทิ้งให้รุ่นลูกต้องไปขุดดินหาแหล่งน้ำใหม่ด้วยตัวเองจาก "ศูนย์" หรือ "ติดลบ"

แต่⭐ ประกันชีวิต คือเครื่องมือตัวเดียวในโลกที่ทำหน้าที่เป็น "ท่อส่งน้ำสำรอง" ที่แน่นอนที่สุด เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "โชคชะตา" แต่ขึ้นอยู่กับ "ความจริง" ที่ว่ามนุษย์ทุกคนต้องจากไป

ในวินาทีที่ฝนหยุดตก (1 ชีวิตจากไป☠️) ประกันชีวิตจะทำหน้าที่ส่งน้ำมหาศาล (🌊ทุนประกัน🌊) ไหลเข้าสู่ทะเลสาบของครอบครัวทันที

หากคุณออมเงินเอง คุณต้องใช้เวลา 20-30 ปี น้ำถึงจะเต็มเขื่อน แต่ประกันชีวิตสร้าง "เขื่อนจำลอง" ให้คุณตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจ่ายเบี้ย เปลี่ยนเบี้ยประกันหลักหมื่น ให้กลายเป็นกระแสน้ำหลักล้านได้ใน "วินาทีเดียว" ที่ครอบครัวต้องการมัน

"เพราะชีวิตคนเราไม่แน่นอน แต่ความรักของเราแน่นอนเสมอ... การเลือกทำประกันชีวิตในวันนี้ จึงไม่ใช่การแช่งตัวเอง แต่มันคือการการันตีว่า ไม่ว่าโลกนี้จะใจร้ายแค่ไหน ทะเลสาบของลูกจะไม่มีวันแห้งขอด และเขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในมหาสมุทรแห่งรักของพ่อแม่ไปตลอดกาลนะครับ 👨‍👩‍👧‍👦

‼️“โลกจะแตกอยู่แล้ว ฉันจะวางแผนชีวิตไปทำ?”‼️“ถ้าวางแผนไป แล้วไม่เป็นไปตามแผนหล่ะ?”“มีความสุขตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?”—------...
17/04/2026

‼️“โลกจะแตกอยู่แล้ว ฉันจะวางแผนชีวิตไปทำ?”‼️
“ถ้าวางแผนไป แล้วไม่เป็นไปตามแผนหล่ะ?”
“มีความสุขตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?”
—------
ก่อนอื่น ขอปรบมือให้ทุกคนที่ใช้ชีวิตมาจนถึงตอนนี้ได้ครับ
ทุกอย่างขึ้นราคาหมด ยกเว้นค่าแรง แถมยังจะโดน AI แย่งงานอีก
งั้นเรามาใช้ชีวิตเพื่อวันนี้โดยไม่ต้องสนวันข้างหน้ากันดีกว่า อายุคงไม่ยืนขนาดนั้น!
“……………………”

แล้วถ้า…..อายุมันดันยืนหล่ะ?
แล้วถ้า…..วันนี้เจอเป้าหมายของชีวิต แล้วอยากใช้ชีวิตต่อหล่ะ?
แล้วถ้า…..ที่วางแผนไว้มันได้ผลหล่ะ?

ไม่ผิดเลยครับที่เราจะอยากมีความสุขในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนี้
เป็นกลไกป้องกันตัวเองของมนุษย์ที่จะทำให้เราอยู่รอดได้
ซึ่งแปลว่าลึก ๆ แล้ว We want to live!

—------

เรียนรู้ที่จะมี Hunter-Gatherer Mindset และ Farmer Mindset

🦊Hunter-Gatherere Mindset คือวิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์แบบดั้งเดิมที่สุด หาอาหารมื้อต่อมื้อเพื่อให้รอดวันนี้ มีทักษะในการปรับตัวสูงเพื่อเอาชีวิตรอดในระยะสั้น

🌽Farmer Mindset คือแนวคิดที่เน้นการวางรากฐานที่ยั่งยืน วางแผน อดทนเพื่อรอผลดีในระยะยาว

—-------
เราไม่จำเป็นต้องทิ้งความสุขวันนี้เพื่ออนาคต
และเราไม่จำเป็นต้องทิ้งอนาคตเพื่อมีความสุขวันนี้
ใช้กฎ 80/20 ดูครับ

ลองเอาทรัพยากรที่มีทั้งหมด (เงิน/เวลา/แรง และอื่นๆ) ตีเป้นตัวเลข
แล้วแบ่ง 80% วางแผนเพื่อตัวเราในอนาคต
และ 20% สำหรับความสุขในวันนี้

มันอาจจะไม่ได้สุขที่สุด แต่มันก็จะไม่ทุกข์ที่สุด

ตัวเราในอนาคต รอตัวเราในปัจจุบันอยู่นะครับ 🙂

ทำประกันยังไงไม่ต้องสำรองจ่ายเอง?เชื่อว่าเป็นปัญหาคลาสสิคชวนปวดหัว ทำประกันก็อยากให้ประกันจ่ายให้สิ เงินก้อนใหญ่ ฉันจะไป...
15/04/2026

ทำประกันยังไงไม่ต้องสำรองจ่ายเอง?

เชื่อว่าเป็นปัญหาคลาสสิคชวนปวดหัว ทำประกันก็อยากให้ประกันจ่ายให้สิ เงินก้อนใหญ่ ฉันจะไปหาจ่ายจากที่ไหนได้หล่ะในเวลาสั้นๆ
—-------
แล้วทำไมต้องสำรองจ่ายเอง?”
1.เป็นมาก่อนมั้ย?
2.จำเป็นตามที่คปภ.ระบุไว้มั้ย?
3.เข้าข้อยกเว้นมั้ย?
4.เคลมกับโรงพยาบาลนอกคู่สัญญาบริษัทมั้ย?
5.ค้างจ่ายค่าเบี้ยประกันมั้ย?

ข้อ 1 คือข้อที่หลายๆ คนเข้าใจว่าถ้าทำมา 2 ปีแล้วจะไม่ต้องสำรองจ่าย แต่น่าจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับประกันชีวิต ในสัญญาสุขภาพไม่มีเงื่อนไขแบบนี้เขียนไว้นะครับ แต่พอเล่มกรมธรรม์เริ่มมีอายุ ก็มีแนวโน้มว่าบริษัทจะให้เคลมได้เลยแต่แรกเพราะคิดว่า ถ้าป่วยมาก่อนจริง คงอั้นโรคมานานขนาดนี้ไม่ไหว

ส่วนข้อ 2+3 นั้นต้องคุยกับแพทย์ให้ชัดเจนครับ ซึ่งเรื่องรายละเอียดยิบย่อย ถ้ามีตัวแทนคอยให้คำแนะนำกับแพทย์ด้วย ก็จะช่วยให้เข้าใจตรงกันได้ไวขึ้นครับ ส่วนข้อ 4+5 เราจัดการได้เองเลยครับ
—-------
แล้วสรุปต้องทำยังไงเพื่อที่จะไม่ต้องสำรองจ่าย

ยังไม่มี Guidance ที่ชัดเจนนะครับ มีแค่แนวทางแนะนำ
- เป็นอะไรก่อนสมัคร เล็กน้อยแค่ไหนแจ้งไปให้หมด
- หลังจากสมัครไปแล้ว เมื่อพ้นระยะรอคอย (Waiting Period) แล้วก็ไปตรวจสุขภาพแล้วส่งผลเพิ่มเติมให้บริษัทดักรอไว้ก่อนเลยครับ
- ***Pre-Claim (Pre-Authorization)*** เป็นวิธีที่แนะนำที่สุด คือการให้โรงพยาบาลยื่นเรื่องเคลมก่อนเข้ารับการรักษา และประเมินผลการเคลมเบื่องต้นก่อน

page : Uke Finance

สวัสดีวันปีใหม่ไทยนะครับ 💦💐🌺สงกรานต์นี้เดินทางกลับบ้านปลอดภัย AIA ขอร่วมมอบของขวัญเป็นประกันอุบัติเหตุให้”ฟรี“•สัญญา 1 ป...
13/04/2026

สวัสดีวันปีใหม่ไทยนะครับ 💦💐🌺

สงกรานต์นี้เดินทางกลับบ้านปลอดภัย AIA ขอร่วมมอบของขวัญเป็นประกันอุบัติเหตุให้”ฟรี“

•สัญญา 1 ปี
•ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ
•ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นแอบแฝง

https://www.aia.co.th/th/campaigns/sharelink/freepa?referral=0000711680

ที่อยู่

201/151
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ โอเคะ ไฟแนนซ์ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์