11/09/2026
เงินเฟ้อลด แต่ทำไมทองลงเหว?
เมื่อคืนมีเรื่องที่น่าสนใจมากครับ
Core PPI เดือนก่อนอยู่ที่ 0.3% แต่ตัวเลขเมื่อคืนออกมา 0.2% เท่ากับเงินเฟ้อพื้นฐานฝั่งผู้ผลิตชะลอลง แถมยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ด้วย
ถ้ามองแบบง่ายๆ ก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับทอง เพราะเงินเฟ้อลดลง Fed ก็น่าจะมีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ทองลงแรงมาก
แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบอยู่ที่คำว่า **Real Interest Rate หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง**
คนส่วนใหญ่เห็นคำว่า “เงินเฟ้อลด” แล้วคิดทันทีว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริงต้องลดตาม แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น
ลองสมมติว่า ดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% เงินที่เราถืออยู่จะมีผลตอบแทนจริงประมาณ 2% นี่คือ Real Interest Rate
แต่ถ้าดอกเบี้ยยังอยู่ที่ 5% ในขณะที่เงินเฟ้อลดลงเหลือ 2% ผลตอบแทนจริงก็กลายเป็นประมาณ 3%
เห็นภาพไหมครับ?
**เงินเฟ้อลดลง แต่ Real Interest Rate กลับสูงขึ้นได้**
และนี่คือหัวใจของเรื่องเมื่อคืน
ตลาดไม่ได้เอาแค่ Core PPI 0.2% มาดูแล้วสรุปว่า “เงินเฟ้อลด ทองต้องขึ้น”
ตลาดกำลังมองไปข้างหน้าว่า หลังจากเห็นตัวเลขเงินเฟ้อทั้งหมดแล้ว Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วแค่ไหน
เมื่อคืนตัวเลข Headline PPI กลับเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน ขณะที่ตลาดแรงงานก็ยังไม่ได้อ่อนแอจนถึงขั้นที่ Fed จำเป็นต้องรีบผ่อนคลายมากขึ้น
ดังนั้น แม้ Core PPI จะลดลง แต่ตลาดกลับไม่ได้ตีความว่า “ดอกเบี้ยกำลังจะลงเร็ว”
ตรงกันข้าม มันทำให้ตลาดยังมองว่า **ดอกเบี้ยอาจอยู่สูงได้นานกว่าที่เคยคิด**
เมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่สูง ขณะที่เงินเฟ้อไม่ได้เร่งขึ้นตามในส่วน Core ผลตอบแทนที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยก็สูงขึ้น
และตรงนี้แหละครับที่ทองมีปัญหา
เพราะทองไม่ให้ดอกเบี้ย
ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท คุณเลือกได้ว่าจะถือทอง หรือเอาไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย
เมื่อ Real Interest Rate สูงขึ้น ต้นทุนของการถือทองก็สูงขึ้น เพราะคุณกำลังเสียโอกาสจากผลตอบแทนที่คุณสามารถได้รับจากสินทรัพย์ที่มีดอกเบี้ย
ดังนั้นเมื่อคืน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
**Core PPI ลดลง แต่ตลาดกลับมองว่า Real Interest Rate จะยังสูง**
และสำหรับทอง นั่นเป็นปัจจัยลบ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูตัวเลขเงินเฟ้อตัวเดียวแล้วบอกว่า “เงินเฟ้อลด ทองต้องขึ้น” ถึงใช้ไม่ได้เสมอไป
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราต้องดูว่าเงินเฟ้อนั้นจะทำให้ **ดอกเบี้ยที่แท้จริง** เปลี่ยนไปทางไหน
เมื่อคืนเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงจริง
แต่ถ้าดอกเบี้ยลดช้ากว่าเงินเฟ้อที่ลดลง
Real Interest Rate ก็สูงขึ้นได้
และเมื่อ Real Interest Rate สูงขึ้น ทองก็ลงได้ แม้ข่าวที่เราเห็นบนหน้าจอจะเขียนว่า
**“เงินเฟ้อลดลง”**
นี่แหละครับ จุดที่ต้องเข้าใจ ถ้าจะอ่านความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับราคาทอง ไม่ใช่จำว่าเงินเฟ้อขึ้นทองขึ้น เงินเฟ้อลงทองลง แล้วจบ.
11/09/2026
ราคาทองคำวันนี้
เมื่อวานผมบอกไว้ว่า ถ้าราคาวิ่งขึ้นไปจนจบคลื่น B3 เมื่อไหร่ เตรียมตัวลงลิฟต์ไป 4012 ได้เลย
วันนี้ลองเอาลาเบลจากโพสต์เมื่อวานมาเปิดเทียบกับวันนี้ดูครับ
https://www.facebook.com/share/p/1C67qiCwuN/
จะเห็นว่า หลังจากราคาทำ b3 สีแดงแล้ว ก็วิ่งต่อไปทำ c สีแดง ซึ่งผมลาเบลตรงนี้ไว้ว่า **B3 or 2**
ทำไมต้องเขียนว่า B3 or 2?
เพราะผมมองว่าคลื่นทั้งชุดกำลังประกอบร่างกันอยู่
ตั้งแต่ลงมา เรามี A แล้วก็ B และโครงสร้างมันมีลักษณะเป็น Zigzag
ทีนี้เจ้า C นี่สิ...
มันดันทำทรงเหมือนเอา Correction ทั้ง 5 ลูก มารวมร่างกันเป็นคลื่นเดียวในรูป Impulse อีกแล้ว
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง จุดที่จบไปเมื่อวานก็คือ **2**
และตอนนี้กำลังเริ่ม **3**
ซึ่งผมมองว่า 3 น่าจะลงมาในรูป Zigzag อีกครั้งหนึ่ง
ทีนี้ตำราจะว่าอย่างไร?
ก็ผิดตำราสิครับ 555
เพราะตำราไม่ได้สอนว่า Impulse สามารถประกอบด้วย Correction เป็นคลื่นย่อยได้แบบนี้
ถ้าจะเป็นคลื่นย่อยที่เป็น Correction ทั้งหมด ตำราก็จะพาเราไปเรียกมันว่า **Diagonal**
และมีเงื่อนไขอีกว่า คลื่น 4 ต้องย้อนกลับเข้าไปในบริเวณของคลื่น 1
ผมก็เลยถามง่ายๆ...
**ถ้าตลาดมันทำมาให้เห็น แล้วตำราไม่มีช่องให้ใส่ จะให้ผมเปลี่ยนตลาด หรือเปลี่ยนตำราครับ 555**
ลองย้อนกลับไปดูตอนที่ราคาลงมาถึง 3940 ก็ได้
ตรงนั้นก็เกิดสิ่งเดียวกัน
เป็น Zigzag แต่คลื่น C กลับมีโครงสร้างเป็น Impulse ที่ข้างในประกอบด้วย Correction อีกที
ตลาดไม่ได้อ่านตำราก่อนวิ่งครับ
ตำรามีไว้ช่วยเราอธิบายตลาด ไม่ใช่เอาไว้บังคับตลาดว่าต้องวิ่งตามตำรา
ดังนั้นมุมมองวันนี้ของผมยังเหมือนเดิม
**มองลงลิฟต์ไป 4012 ครับ**
แล้วค่อยมาดูกันว่า ตลาดจะผิดตำรา หรือคนอ่านผิดกันแน่ 555
#ราคาทองคำ #ทองคำ #ศาสตร์แห่งคลื่น #คลื่นสัมพันธ์ #แกะรอยคลื่น
11/09/2026
วาดไว้ตั้งแต่ 11 สิงหาคม
วันนี้ 11 กันยายน…มาดูกันครับว่า กราฟเดินตามที่วาดไว้แค่ไหน
10/09/2026
#กับดักของคนเรียน Elliott Wave
คนเรียน Elliott Wave ส่วนใหญ่ไม่ได้หลงทางตอนเริ่มเรียน
ตรงกันข้าม...
**ตอนเริ่มเรียน เรารู้สึกว่าเราเข้าใจมากขึ้นทุกวัน**
แรกๆ เราเริ่มจากการจำรูปแบบ
Impulse หน้าตาเป็นแบบนี้ Correction หน้าตาเป็นแบบนั้น Zigzag ต้องเป็น A-B-C Flat ก็ต้องเป็น A-B-C Triangle ก็มีหน้าตาของมัน
ดูกราฟแล้วเริ่มสนุก
“อ๋อ...ตรงนี้เป็นคลื่น 3” “ตรงนี้น่าจะเป็นคลื่น 4” “นี่กำลังทำคลื่น C”
จากคนที่เคยมองกราฟแล้วเห็นแต่เส้นราคา ตอนนี้เราเริ่ม **เห็นคลื่น**
รู้สึกว่าตัวเองก้าวหน้าแล้ว
แล้วกับดักแรกก็เริ่มทำงาน
**เราไม่ได้มองกราฟเพื่อดูว่าราคากำลังเคลื่อนที่อย่างไรอีกต่อไป**
แต่สมองเริ่มถามว่า “กราฟนี้เป็นรูปแบบอะไร?”
เห็นอะไรที่พอเข้าทาง ก็รีบเอารูปแบบไปวาง แล้วค่อยหาหลักฐานมาสนับสนุนมัน
ต่อมา เราเรียนเรื่องสัดส่วน
0.618 0.786 1.0 1.618
คราวนี้ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ เพราะจากเดิมที่เห็นแค่รูป ตอนนี้เรามีตัวเลขให้วัดด้วย
“อ้าว...มันได้ 0.618 พอดี”
เริ่มมั่นใจ
“งั้นน่าจะเป็นคลื่นนี้”
แล้วกับดักก็ลึกขึ้นอีกขั้น
**เราเริ่มใช้สัดส่วนเพื่อสร้างรูปแบบ แทนที่จะใช้สัดส่วนตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น**
จากนั้นก็เรียนกฎ
คลื่นนี้ห้ามต่ำกว่าคลื่นนั้น คลื่นนี้ต้องไม่สั้นกว่า คลื่นนี้ต้องยาวกว่า จบตรงนี้แล้วควรไปตรงนั้น
คราวนี้เรามีทั้ง รูปแบบ + สัดส่วน + กฎ
สมองยิ่งมั่นใจว่าเราน่าจะจับตลาดได้แล้ว
แต่ยังไม่จบ
พอเริ่มดูกราฟจริง...
เราก็เริ่มนับคลื่น
1 2 3 4 5 A B C W X Y W X Y X Z
แล้วก็พบปัญหาใหม่
**ทำไมกราฟเดียวกัน นับได้หลายแบบวะ?**
ไม่เป็นไร ตำราบอกให้ลงไปดู Time Frame เล็ก
เราก็ลง
H4 เห็นคลื่นหนึ่ง ลง H1 เห็นอีกหลายคลื่น ลง M15 เห็นเพิ่มอีกเป็นกอง
จากที่คิดว่าจะเห็นรายละเอียดมากขึ้น กลายเป็นว่า...
**เจอรูปแบบเต็มกราฟ**
ตรงนี้เป็น 1-2-3 ตรงนั้นเป็น A-B-C ข้างในเป็น W-X-Y แล้วข้างใน W-X-Y ก็ยังมีอะไรอีก
เริ่มงง
ก็ไปเรียนเรื่อง Degree
Minor Intermediate Primary Cycle
คราวนี้ต้องพยายามแยกอีกว่า
“อันไหนดีกรีใหญ่?” “อันไหนดีกรีเล็ก?”
บางคนเริ่มติดกับดักอีกแบบ
เห็น H4 แล้วบอกว่า
“ตรงนี้เป็น Monowave”
ราคาลงมาแล้วดีดกลับไม่เกิน 0.618
“อ๋อ...ยังเป็นโมโนอยู่”
แล้วก็เริ่มตั้งรหัส Mono 5 Mono 4 อะไรต่ออะไรเต็มไปหมด
ทั้งที่ถ้าลงไปดู Time Frame เล็ก อาจเห็นการเคลื่อนที่ข้างในชัดเจนว่า **มันไม่ได้เป็นเส้นเดียวเลย**
แต่เป็นเราเองที่มองไม่เห็นมัน เพราะยังติดภาพจาก Time Frame ใหญ่
นี่คือจุดที่คนเรียน Elliott เริ่มเจอปัญหาใหญ่ที่สุด
**เราไม่ได้ขาดความรู้**
แต่เรามีความรู้เต็มหัวมากเกินไป
เห็นรูปแบบก็คิดถึงกฎ เห็นสัดส่วนก็คิดถึงคลื่น เห็นคลื่นก็คิดถึงดีกรี เห็นดีกรีก็ต้องลง Time Frame ลง Time Frame ก็เจอรูปแบบใหม่ เจอรูปแบบใหม่ก็ต้องนับใหม่
สุดท้าย...
กราฟหนึ่งกราฟมีคลื่นเต็มไปหมด
มี Scenario เต็มหัว
แต่ไม่รู้ว่า **ราคากำลังทำอะไร**
และนี่แหละครับ คือกับดักของการเรียน Elliott Wave
ผมเองก็เคยเป็น
และเชื่อว่าคนที่เรียนมาระยะหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นเหมือนกัน
คำถามคือ
**แล้วตอนนี้คุณอยู่ในกับดักไหน?**
กำลังจำรูปแบบ? กำลังวัดสัดส่วน? กำลังท่องกฎ? กำลังนับคลื่น? กำลังไล่ดูกันทุก Time Frame? กำลังพยายามแยก Degree? หรือกำลังสร้าง Scenario จนกราฟหนึ่งกราฟมีความเป็นไปได้สิบแบบ?
ถ้าใช่...
ไม่ต้องตกใจครับ
เพราะผมกำลังจะบอกว่า
**ทั้งหมดนั้นไม่จำเป็นเลย**
ไม่จำเป็นต้องจำรูปให้เก่งที่สุด ไม่จำเป็นต้องท่องกฎให้ได้ทุกข้อ ไม่จำเป็นต้องเห็น 0.618 แล้วต้องรีบตั้งชื่อคลื่น ไม่จำเป็นต้องพยายามยัดกราฟให้ตรงกับ Pattern และไม่จำเป็นต้องทำให้กราฟหนึ่งกราฟมีคำตอบสิบแบบ เพื่อพิสูจน์ว่าเราวิเคราะห์เก่ง
สิ่งที่จำเป็นกว่าคือ
**ดูว่าราคากำลังเคลื่อนที่อย่างไร**
แล้วดูว่า
**คลื่นที่เกิดขึ้น มีความสัมพันธ์กันอย่างไร**
จากนั้นค่อยใช้สิ่งที่เห็นมาตรวจสอบว่า สิ่งที่เรากำลังคิดนั้นถูกหรือไม่
เพราะสุดท้ายแล้ว...
ตลาดไม่ได้วิ่งตามชื่อที่เราเอาไปติดให้มัน
ตลาดวิ่งของมันเอง
หน้าที่ของเราไม่ใช่เอาคลื่นไปแปะบนกราฟ
แต่คือ
**แกะรอยว่าราคากำลังเดินไปทางไหน**
นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่า
**เราไม่จำเป็นต้องเก่ง Elliott Wave**
เราต้องเก่งในการอ่าน “คลื่น” ที่เกิดขึ้นจริง
และสองอย่างนี้...
ไม่เหมือนกัน
#ศาสตร์แห่งคลื่น
#แกะรอยคลื่น
#คลื่นสัมพันธ์
#ราคาทองคำ
10/09/2026
ข้อสอบ Elliott Wave ฝึกสมองกัน😁
ลองวิเคราะห์โจทย์นี้โดยใช้หลัก Elliott Wave หรือ Neo Wave ก็ได้ครับ
ขอให้ตอบพร้อมเหตุผล ไม่ใช่ตอบแค่ชื่อ Pattern
สถานการณ์
กราฟราคาทองคำ Timeframe 4H อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นขนาดใหญ่ แต่ราคากำลังอยู่ในช่วงปรับฐานลงมา
W
ราคาปรับตัวลงจาก 2,000 → 1,850
โครงสร้างภายในนับได้ 3 คลื่น
X
ราคาดีดกลับจาก 1,850 → 1,940
โครงสร้างภายในนับได้ 3 คลื่น
Y
ราคาปรับตัวลงต่อจาก 1,940 → 1,820
โดย Wave Y เป็น Expanded Flat (3-3-5)
XX
ราคาดีดกลับจาก 1,820 → 1,890
Z
ราคากำลังทิ้งตัวลงเพื่อทำ Wave Z
โดยกำหนดให้ Z เป็น Contracting Triangle (3-3-3-3-3)
คำถามข้อ 1
โครงสร้างการปรับฐานทั้งหมด ตั้งแต่ 2,000 ลงมาจนถึง Wave Z คือ Pattern อะไร?
และถ้านับโครงสร้างภายในทั้งหมด จะมีกี่ Sub-waves?
คำถามข้อ 2
กำหนดให้ Sub-wave a of Z ลงจาก 1,890 → 1,840 เท่ากับ 50 เหรียญ
1. ตามหลักสัดส่วนของ Contracting Triangle คลื่น c และ e ควรมีความสัมพันธ์กับคลื่นก่อนหน้าอย่างไร?
2. ถ้ากำหนดให้ Wave c = 61.8% ของ Wave a จุดจบของ Wave c จะอยู่ที่ราคาเท่าไร?
คำถามข้อ 3
จากโครงสร้างทั้งหมดด้านบน ให้ระบุ Invalidation Point อย่างน้อย 2 จุด
พร้อมอธิบายว่า ถ้าราคาผ่านระดับนั้น จะทำให้การนับคลื่นนี้ผิดเพราะกฎข้อใด
จะใช้หลัก Elliott Wave หรือ Neo Wave ในการตอบก็ได้ครับ
ใครตอบ ขอเหตุผลด้วยนะครับ
เพราะข้อนี้ไม่ได้ถามว่า “จำชื่อ Pattern อะไรได้บ้าง” 555
😃
10/09/2026
วิวัฒนาการของ Flat Correction....เนื้อหายาว แต่คุ้มที่จะอ่าน😁
วิวัฒนาการของ **Flat Correction** ตั้งแต่แนวคิดดั้งเดิมของ Elliott ที่ถ่ายทอดผ่าน Frost & Prechter มาจนถึงระบบของ Glenn Neely ใน NeoWave เป็นภาพที่น่าสนใจมาก
เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดเรื่อง Flat ค่อยๆ พัฒนาจากการมอง **“รูปทรงภาพรวม”** ไปสู่การใช้ **“อัตราส่วนและตัวเลข”** เพื่อจำแนกรูปแบบให้ละเอียดและเป็นระบบมากขึ้น
# # 1. ยุคดั้งเดิม: Elliott Wave Principle (Frost & Prechter)
ในยุคดั้งเดิม จุดสำคัญของ Flat คือโครงสร้าง **3-3-5** และลักษณะโดยรวมที่ออกไปทาง **Sideways**
การจำแนก Flat หลักๆ จะดูจากพฤติกรรมของ Wave B และ Wave C ว่าไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อเทียบกับ Wave A
มีอยู่ 3 รูปแบบหลัก
**Regular Flat**
Wave B จบใกล้กับจุดเริ่มต้นของ Wave A หรือประมาณ **100% ของ A** ขณะที่ Wave C ลงมาจบใกล้กับจุดสิ้นสุดของ Wave A
พูดง่ายๆ คือ B กลับขึ้นมาเกือบเท่าเดิม แล้ว C ก็กลับลงมาใกล้จุดเดิม
**Expanded หรือ Irregular Flat**
Wave B วิ่งเลยจุดเริ่มต้นของ Wave A ขึ้นไป และ Wave C ก็วิ่งเลยจุดสิ้นสุดของ Wave A ลงมาอีก
เป็นรูปแบบที่เห็นการขยายตัวของ Correction ออกทั้งสองด้าน จึงมักถูกมองว่าเป็นการ “สะบัด” ตลาดทั้งด้านบนและด้านล่าง
รูปแบบนี้พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่ม Flat
**Running Flat**
Wave B วิ่งเลยจุดเริ่มต้นของ Wave A ขึ้นไป แต่ Wave C กลับลงมาไม่ถึงจุดสิ้นสุดของ Wave A
นั่นหมายความว่า แม้ตลาดจะกำลัง Correction แต่ Trend หลักยังแข็งแรงมาก จน Wave C ไม่สามารถเดินทางได้เต็มระยะ
ดังนั้น ในระบบดั้งเดิม การจำแนก Flat จึงอาศัย **ตำแหน่งปลายคลื่นและรูปทรงของโครงสร้างโดยรวม** เป็นหลัก
---
# # 2. ยุคระบบตัวเลข: NeoWave ของ Glenn Neely
Glenn Neely พัฒนาแนวคิดเรื่อง Flat ให้ละเอียดขึ้น โดยนำ **อัตราส่วน Fibonacci** เข้ามาใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกอย่างเป็นระบบ
แทนที่จะดูเพียงว่า B ทะลุ A หรือไม่ และ C ทะลุ A หรือไม่
NeoWave จะวัดว่า
**Wave B มีขนาดกี่เปอร์เซ็นต์ของ Wave A**
จากนั้นจึงนำ
**Wave C มาเปรียบเทียบกับ Wave A**
เพื่อจำแนกออกเป็นรูปแบบย่อยต่างๆ
จึงเกิดการแบ่ง Flat ออกเป็นกลุ่มตาม “ความแข็งแรงของ Wave B” ก่อน แล้วจึงใช้ความยาวของ Wave C เป็นตัวแยกประเภท
# # # กลุ่มที่ 1: Strong B Flat
**Wave B > 100% ของ A**
เป็นกรณีที่ B วิ่งเกินจุดเริ่มต้นของ A แล้ว จากนั้นพิจารณา Wave C ต่อ
* **Irregular Flat:** C > 100% ของ A
C มีขนาดใหญ่กว่า A ทำให้ Correction ขยายออกทั้งด้าน B และ C
* **Irregular Failure:** 61.8% < C < 100% ของ A
B แข็งแรงจนเกิน 100% แต่ C กลับไม่สามารถเดินทางได้เต็มความยาวของ A
* **Running Flat:** C < 61.8% ของ A
C สั้นมาก แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของ Trend หลักที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้าง
# # # กลุ่มที่ 2: Normal B Flat
**Wave B อยู่ในช่วง 81%–100% ของ A**
กลุ่มนี้เป็นบริเวณที่ B ยังไม่ถือว่าแข็งแรงถึงระดับ Strong B แต่ก็ไม่ได้อ่อนแรงมากนัก
จึงแบ่งต่อด้วยความยาวของ C
* **Common Flat:** 100% ≤ C ≤ 138.2% ของ A
* **B-Failure:** 61.8% ≤ C < 100% ของ A
* **C-Failure:** C < 61.8% ของ A
# # # กลุ่มที่ 3: Weak B Flat
**Wave B อยู่ในช่วง 61.8%–80% ของ A**
กรณีนี้ B มีความแข็งแรงน้อยกว่า 2 กลุ่มแรกอย่างชัดเจน
จึงแบ่งออกเป็น
* **Weak B Flat:** 100% ≤ C ≤ 138.2% ของ A
* **C-Failure ใน Weak B:** 61.8% ≤ C < 100% ของ A
* **Double Failure:** C < 61.8% ของ A
กรณี Double Failure คือ B ก็อ่อน และ C ก็สั้น จึงเกิดสภาวะที่โครงสร้างถูกบีบอัดอย่างรุนแรง
---
# # เงื่อนไขพิเศษ: Elongated Flat
นอกจากการแบ่งตามระดับของ Wave B แล้ว NeoWave ยังมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับกรณีที่ **Wave C ยืดออกมากเป็นพิเศษ**
ไม่ว่า Wave B จะอยู่ในระดับใด หาก
**C > 138.2% ของ A**
จะถูกจัดเป็น **Elongated Flat**
รูปแบบนี้มีลักษณะเด่นคือ Wave C ยืดขยายออกไปมากกว่าปกติ และสามารถพบได้ในฐานะส่วนประกอบของโครงสร้างที่ซับซ้อน เช่น **Triangle หรือ Terminal Impulse**
---
# # แล้วอะไรดีกว่ากัน?
ถ้ามองเฉพาะในแง่ของการจำแนกรูปแบบ
แน่นอนว่า NeoWave ละเอียดกว่า
จากเดิมที่เรามองว่าเป็น Regular, Expanded หรือ Running ก็ถูกแตกออกเป็นกลุ่มย่อยมากขึ้น และมีตัวเลขกำกับชัดเจนว่า B และ C ต้องสัมพันธ์กับ A ในระดับไหน
พูดง่ายๆ คือ
**ยิ่งละเอียด ก็ยิ่งต้องจำมากขึ้น**
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ
**ละเอียดขึ้นแล้ว ใช้งานจริงได้ผลขึ้นหรือเปล่า?**
จำรูปแบบได้มากขึ้นแล้ว เทรดดีขึ้นจริงไหม?
อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะสุดท้ายแล้ว การวิเคราะห์คลื่นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้เราสอบผ่านวิชาการจำแนกรูปแบบ
เราไม่ได้เทรดเพื่อบอกว่า
“อันนี้เป็น Irregular Failure นะครับ”
แล้วก็จบ
สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือรู้ว่า **ตลาดกำลังทำอะไร และจากตรงนี้มันมีโอกาสทำอะไรต่อ**
สำหรับผม เมื่อเข้าใจ **แก่นของคลื่น** ได้ทั้งหมดแล้ว เรื่องการจำชื่อรูปแบบแทบไม่จำเป็นเลย
ไม่จำเป็นต้องเห็นทรงกราฟแล้วรีบตอบว่า
**“นี่คือ Flat แบบไหน?”**
และไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยว่า
**“ถ้าเป็น Flat แบบนี้ ตามกฎแล้วคลื่นต่อไปจะต้องไปได้เท่านั้นเท่านี้”**
เพราะเมื่อเราเข้าใจความสัมพันธ์ของคลื่น เข้าใจพฤติกรรมของตลาด และสามารถตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นได้
**รูปแบบก็เป็นเพียงชื่อเรียก**
ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเอาไว้ท่องจำเพื่อใช้เทรด
สุดท้ายแล้ว
**จำได้มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเข้าใจมากขึ้น**
และ **ระบบที่ละเอียดขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าเทรดได้ดีขึ้นเสมอไป**
อันนี้แหละครับ เป็นคนละเรื่องกัน
#ศาสตร์แห่งคลื่น #ราคาทองคำ #วิเคราะห์ทองคำ
10/09/2026
**ราคาทองคำวันนี้**
อย่างที่พูดไว้เมื่อวาน ราคาจะขึ้น ก็ขึ้นให้เห็นกันทั้งวันเลยครับ 555
วันนี้ก็ยังขึ้นอยู่ครับ
ลองดูภาพประกอบรูปแรก จะเห็นว่า **ลาเบลสีดำ** ตอนนี้มี **A → b1 → b2** แล้ว
ที่ยังขาดอยู่ก็คือ **b3**
และนี่แหละครับ สิ่งที่ราคากำลังขึ้นไปทำอยู่
ถ้า b3 จบเมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่า **คลื่น B สมบูรณ์**
ทีนี้ค่อยว่ากันเรื่อง **คลื่น C** เพราะถ้า B จบ การลงก็มา
พูดง่ายๆ คือ **ลิฟต์ขาดไป 4012 แต่วันนี้ยังไม่ใช่คิวตกครับ 555**
เพราะตอนนี้เรายังอยู่ใน **b3**
ดังนั้น ตราบใดที่ b3 ยังไม่จบ
**ภาพหลักวันนี้ก็ยังเป็นขาขึ้นครับ**
ส่วนภาพประกอบอีกหนึ่งรูป เป็นคลื่นย่อย
ลองแกะรอยการนับคลื่นกันเองได้เลยครับ
ตัวย่อ
**ip = impulse**
**zz = zigzag**
นอกนั้นก็ **a b c และ 1 2 3 4 5** ตามปกติ
ผมอยากให้ลองดูจากคลื่นจริง แล้วแกะรอยกันเองว่า
**มันกำลังบอกอะไรเราอยู่**
เพราะศาสตร์แห่งคลื่น ไม่ได้เริ่มจากการท่องว่าตรงนี้ต้องเป็นคลื่นอะไร
แต่มันเริ่มจากการ **แกะรอยความสัมพันธ์ของคลื่น** แล้วค่อยรู้ว่ามันกำลังเดินไปทางไหน
#ศาสตร์แห่งคลื่น #ราคาทองคำวันนี้ #แกะรอยคลื่น #คลื่นสัมพันธ์ #ทองคำ #วิเคราะห์ทองคำ
09/09/2026
คลื่น 5 ล้มเหลว ท่องกันได้ แต่ไม่รู้จักใช้กันเลย
ในตำรา Elliott Wave ก็มีเรื่องนี้ ใน NEoWave ก็มีเรื่องนี้ และคนที่เรียนเรื่องคลื่นส่วนใหญ่ก็น่าจะเคยได้ยินคำว่า **5th Wave Failure** หรือ **Truncation** กันมาแล้ว
แต่ปัญหาคือ เวลานับคลื่นจริง หลายคนกลับไม่เคยเอามันมาใช้
เพราะพอเห็นราคาทำจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของชุดคลื่น ก็รีบสรุปทันทีว่า **ตรงนั้นคือจุดจบของ Wave 5**
ทั้งที่บางครั้ง Wave 5 ไม่ได้ทำ New High หรือ New Low ใหม่เลย
นี่แหละคือ **5 ล้มเหลว**
ใน Elliott Wave แบบดั้งเดิม ความหมายค่อนข้างตรงไปตรงมา คือ Wave 5 ไม่สามารถผ่านจุดสิ้นสุดของ Wave 3 ได้ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Truncation
ส่วน NEoWave ของ Glenn Neely ก็ยอมรับ 5th Wave Failure เช่นกัน แต่จะพิจารณาความสัมพันธ์ของ Wave 3, Wave 4 และ Wave 5 รวมถึงเงื่อนไขด้านโครงสร้างและสัดส่วนต่าง ๆ อย่างละเอียดกว่า
สรุปง่าย ๆ ทั้งสองตำรามีเรื่อง **5 ล้มเหลว** เหมือนกัน เพียงแต่รายละเอียดของเงื่อนไขแตกต่างกัน
ทีนี้ลองถามตัวเองว่า
**เวลาเราเจอกราฟจริง เราเคยตรวจสอบไหมว่าจุดที่คิดว่าเป็น Wave 5 นั้น มันล้มเหลวหรือเปล่า?**
หรือเราเห็นยอดแล้วก็ลาก 1-2-3-4-5 ใส่เข้าไปเลย?
5555
นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่า **รู้กฎ กับใช้กฎเป็น มันคนละเรื่องกัน**
ในแนวคิด **คลื่นสัมพันธ์** ของผม ผมไม่ได้เน้นให้จำกฎเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ใช้ความสัมพันธ์ของคลื่นมาตรวจสอบในเชิงปริมาณ
ถ้า Wave 5 เป็น Wave 5 จริง มันต้องมีความสัมพันธ์กับคลื่นอื่น และความสัมพันธ์นั้นสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้
จึงไม่ต้องมานั่งท่องว่า 3 ต้องเป็นแบบไหน 4 ต้องเป็นแบบไหน 5 ต้องเป็นอย่างไร แล้วค่อยตัดสินทีหลัง
**วัดเลยครับ**
คลื่นสัมพันธ์ไม่ได้ถามว่า “ตามตำราเรียกว่าอะไร”
แต่ถามว่า
**“ตัวเลขของคลื่นมันสัมพันธ์กันจริงหรือเปล่า?”**
เพราะถ้าพิสูจน์ได้ด้วยตัวเลข เราก็ไม่ต้องเดาว่าตรงนั้นเป็น Wave 5 หรือเป็นแค่จุดสูงสุดชั่วคราว
และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า การเรียน Elliott Wave ไม่ควรจบแค่การจำ Pattern และกฎต่าง ๆ แต่ต้องไปถึงขั้นที่เราสามารถ **ตรวจสอบโครงสร้างที่อยู่ตรงหน้าได้จริง**
เรื่อง **5 ล้มเหลว** เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดมากว่า
**ท่องจำได้ ไม่ได้แปลว่าใช้เป็น**
ถ้าอยากเข้าใจว่าผมใช้ “คลื่นสัมพันธ์” ตรวจสอบโครงสร้างด้วยตัวเลขอย่างไร รายละเอียดอยู่ในหนังสือ **ศาสตร์แห่งคลื่น เล่ม 2 : คลื่นสัมพันธ์ Zenith Wave**
https://www.facebook.com/share/p/1Dc7wiPJ3T/
https://www.facebook.com/share/p/1K3dnPoyzw/
และถ้าอยากเรียนแบบลงมือวิเคราะห์กราฟจริง ก็มาเรียนกันในคอร์สของผมครับ
https://www.facebook.com/share/p/1D54kx8p7y/
#คลื่น5ล้มเหลว #คลื่นสัมพันธ์ #ศาสตร์แห่งคลื่น
09/09/2026
# ราคาทองคำวันนี้ 9 กันยายน 2569
เมื่อวานราคาทองคำวิ่งลงมา จนลงไปทำ Low ที่ **4341** ตอนประมาณ 7.15 น. เช้าวันนี้ ก่อนจะกลับตัวขึ้นมา
แต่ก่อนจะมาดูคลื่นวันนี้ ขอแทรกแผนที่ผมให้ลูกศิษย์ไว้เมื่อวานตอน **16.44 น.**
ผมให้แผน **Sell 4407–4413**
เหตุผลตอนนั้นไม่ได้ซับซ้อนอะไร หลายคนเก็บไม้ที่ได้จากด้านบนในช่วงเช้าเมื่อวานไปหมดแล้ว ผมจึงรอจังหวะให้ราคาดีดกลับขึ้นมาเพื่อเปิด Sell อีกครั้ง
แล้วราคาก็ขึ้นมาถึง **4413.276**
ครบทุกไม้ครับ
จากนั้นราคาก็ลงต่อ ใครที่ตามแผนก็ลงมากำไรกันถ้วนหน้าอีกรอบ
ทีนี้กลับมาดูโครงสร้างคลื่นของการลงรอบนี้
ผมตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าการลงรอบนี้เป็น **Impulse**
ทีนี้ Impulse ชุดนี้สามารถมองได้ 2 แบบ
แบบแรก มันอาจเป็น **คลื่น 1 ของ Impulse ในดีกรีที่ใหญ่กว่า** ซึ่งหมายความว่าขาลงชุดใหญ่ยังไม่จบ
อีกแบบคือ มันอาจเป็น **คลื่น C ของ Zigzag ลูกสุดท้าย** ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็หมายความว่าขาลงในดีกรีนั้นจบแล้ว
แต่ไม่ว่าจะนับแบบไหน มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน
**ตอนนี้มันต้องขึ้น**
เพราะถ้า Impulse ชุดนี้เป็นคลื่น 1 การขึ้นที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ **คลื่น 2**
แต่ถ้ามันเป็นคลื่น C ที่จบชุดขาลง การขึ้นครั้งนี้ก็คือ **คลื่น A ชุดใหม่**
ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกนับแบบไหน ทิศทางตรงนี้เหมือนกัน คือ **ขึ้น**
แต่การขึ้นรอบนี้ไม่ได้หมายความว่าทองจะกลับเป็นขาขึ้นยาว เพราะโครงสร้างของการขึ้นจะเป็น **ขึ้น–ลง–ขึ้น** เป็น 3 ช่วงคลื่น
เมื่อการขึ้นทั้ง 3 ช่วงจบลง ราคาจะกลับตัวลงอีกครั้ง
และเป้าหมายขาลงของผมยังอยู่ที่เดิม
**4012**
#ทองคำ #ราคาทองคำ #วิเคราะห์ทองคำ #แกะรอยคลื่น