Top One Gold Academy Trader

เส้นทาง เว็บไซต์

Top One Gold Academy Trader ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Top One Gold Academy Trader, ที่ปรึกษาทางการเงิน, ไทย, Bangkok

สถาบันวิเคราะห์และวางกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ผันผวน เช่น ทองคำ น้ำมัน คริปโต
ก่อตั้งโดย พี่ปีเตอร์ ผู้สำเร็จการศึกษาป.โท เศรษฐศาสตร์ NIDA ผู้คิดค้น Zenith Wave ระบบวิเคราะห์คลื่นที่แม่นยำและเข้าใจง่าย
มุ่งเน้นผลลัพธ์จริงจากการเทรดที่วัดผลได้

ทำไมคุณถึงสนใจ Elliott Wave?เพจนี้เป็นเพจ Elliott Wave ผมเลยขอถามตรงๆคุณสนใจศาสตร์นี้เพราะอะไรจากที่คุยกับนักเทรดมา เหตุ...
14/10/2026

ทำไมคุณถึงสนใจ Elliott Wave?
เพจนี้เป็นเพจ Elliott Wave ผมเลยขอถามตรงๆ

คุณสนใจศาสตร์นี้เพราะอะไร

จากที่คุยกับนักเทรดมา เหตุผลมีไม่กี่ข้อ

1. เพราะมันเท่ ดูเหมือนอ่านกราฟออก
2. อยากได้ GPS รู้ว่าตลาดอยู่ตรงไหน กำลังไปทางไหน
3. อยากเข้าใจจิตวิทยาเบื้องหลังกราฟ
4. อยากรู้ว่าตรงไหนควรรอ ไม่ต้องเทรดตลอดเวลา

ส่วนผม เริ่มเพราะข้อ 2

เทรดทองแล้วหลงทางบ่อย เลยอยากได้ GPS

ผมอยู่กับ Elliott Wave มา 20 กว่าปี ลองมาหลายรุ่น ตั้งแต่ Elliott Wave ดั้งเดิม EWI ของ Frost & Prechter ไปจนถึง NeoWave ของ Neely ยิ่งเรียน ยิ่งมีกฎ มีรูปแบบ มีข้อสังเกตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งผมถามตัวเองว่า แกะเปลือกออกให้หมด อะไรที่ขาดไม่ได้จริงๆ

เหลือสองอย่าง

ดีกรี กับ คลื่นสัมพันธ์

ดีกรีบอกว่าคลื่นแต่ละชุดอยู่ตรงไหนของโครงสร้าง คลื่นสัมพันธ์บอกว่าคลื่นเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร ได้สองอย่างนี้ก็มีแกนวิเคราะห์ ไม่ต้องแบกตำราทั้งเล่มไว้ในหัว

นี่คือที่มาของ Zenith Wave

ผมไม่ได้อยากสร้าง GPS ที่ละเอียดที่สุด อยากหาแก่นที่บอกว่าตลาดอยู่ตรงไหน และกำลังไปทางไหน รายละเอียดที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าเข้าใจตลาดดีขึ้นเสมอไป

มุกแห้งหน่อยครับ

เทรดโดยไม่เข้าใจดีกรี เหมือนปิด GPS ขับวนสยาม 3 รอบ แล้วมั่นใจว่าใกล้ถึงเชียงใหม่แล้ว

แล้วคุณล่ะ สนใจเพราะข้อไหน

"พิมพ์เลข 1-4 มาบอกผมหน่อย ผมอ่านทุกคอมเมนต์"

เพราะความรู้ไม่จริง มีราคาที่แพงมาก
รู้คลื่น รู้อนาคต

Zenith Wave by Peter

มุมมองราคา xauusd วันที่ 14 ตุลาคมมองลงเหมือนเดิมดูจาก label กันนะครับ คลื่นได้จบชุด b สีแดง ไปแล้ว กำลังลงใน คลื่น c ดี...
14/10/2026

มุมมองราคา xauusd วันที่ 14 ตุลาคม
มองลงเหมือนเดิม

ดูจาก label กันนะครับ คลื่นได้จบชุด b สีแดง ไปแล้ว กำลังลงใน คลื่น c ดีกรีสีแดง ตอนนี้ในคลื่นย่อย มีรูปแบบ impulse นี่คือคลื่น 3

ในห้องวิเคราะห์ เรา sell กันที่ 4162-68 เมื่อสักครู่ลงมา

อ่าน label ไม่ยากหรอกครับ

การมอบความรู้ที่ดี คือการสอนให้จับปลา ไม่ใช้เอาปลามาแจก

เรามีหนังสือศาสตร์แห่งคลื่น สองเล่มจบ
เรามีคอร์สสอนศาสตร์แห่งคลื่น
เรามีห้องวิเคราะห์รายวัน

เราขวนขวาย พยายามที่จะส่งมอบความรู้ให้คุณอย่างเต็มที่

เพราะความรู้ไม่จริง มีราคาแพงกว่าเสมอ
รู้คลื่น รู้อนาคต

มุมมองราคา xauusd 13 ตุลาคมลงต่อไปที่เป้าหมาย 4012จากวันพฤหัสที่แล้ว ที่วิเคราะห์ไว้https://www.facebook.com/share/p/1Ki...
13/10/2026

มุมมองราคา xauusd 13 ตุลาคม
ลงต่อไปที่เป้าหมาย 4012

จากวันพฤหัสที่แล้ว ที่วิเคราะห์ไว้
https://www.facebook.com/share/p/1KikUsiCyX/

ยังมองเหมือนเดิม วันนี้มาอัพเดทลาเบลให้เพิ่มเติม
เมื่อวานป่วยหนัก ไม่ได้โพสต์อัพเดทให้

ความรู้ไม่จริง มีราคาแพงกว่าเสมอ
รู้คลื่น รู้อนาคต

Zenith Wave by Peter.

ศาสตร์แห่งคลื่น เล่ม 2: คลื่นสัมพันธ์ (ZENITH WAVE)ถ้าคุณยังต้องเริ่มต้นวิเคราะห์ตลาดด้วยการถามว่า ราคากำลังสร้างคลื่นรู...
11/10/2026

ศาสตร์แห่งคลื่น เล่ม 2: คลื่นสัมพันธ์ (ZENITH WAVE)

ถ้าคุณยังต้องเริ่มต้นวิเคราะห์ตลาดด้วยการถามว่า ราคากำลังสร้างคลื่นรูปแบบไหน? คุณอาจกำลังเริ่มต้นจากปลายเหตุ แทนที่จะเริ่มจากสิ่งที่สำคัญที่สุด

หนังสือเล่มนี้จะพาคุณออกจากกรอบการคาดเดารูปแบบคลื่น แล้วหันมาอ่านสิ่งที่ตลาดกำลังแสดงให้เห็นผ่าน ความสัมพันธ์ของคลื่น

คุณจะได้เรียนรู้วิธีแยกแยะระดับ Degree ที่ซ้อนทับกันอยู่บนกราฟเดียวกัน วิธีเปรียบเทียบคลื่นต่าง ๆ เพื่อประเมินเป้าหมายราคา และวิธีใช้ความสัมพันธ์เหล่านั้นตรวจสอบว่าโครงสร้างคลื่นกำลังดำเนินไปในทิศทางใด มีโอกาสสิ้นสุดตรงไหน และอะไรคือหลักฐานที่ใช้ยืนยันการวิเคราะห์

หัวใจของแนวคิดนี้คือ คลื่นไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ละคลื่นมีความสัมพันธ์กับคลื่นอื่น และความสัมพันธ์เหล่านั้นสามารถนำมาวิเคราะห์ในเชิงปริมาณได้

เมื่อคุณอ่านความสัมพันธ์เป็น คุณจะไม่ต้องยึดติดกับรูปร่างของคลื่นเพียงอย่างเดียว เพราะ Pattern ควรเป็นผลจากการอ่านคลื่น ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องคาดเดาล่วงหน้าแล้วพยายามบังคับให้ราคาเดินตาม

นี่ไม่ใช่หนังสือรวมรูปแบบคลื่นให้ท่องจำ และไม่ใช่คู่มือเพิ่มจำนวน Scenario เพื่อให้คุณมีคำตอบสำรองทุกครั้งที่ตลาดไม่เป็นไปตามคาด แต่เป็นการนำเสนอแนวทางวิเคราะห์ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของคลื่น ระดับ Degree และการตรวจสอบความถูกต้องของโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐาน Elliott Wave และต้องการก้าวไปไกลกว่าการจำกฎและจำ Pattern โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเข้าใจว่าคลื่นแต่ละชุดสัมพันธ์กันอย่างไร เป้าหมายราคามาจากไหน และจะใช้สิ่งที่ปรากฏบนกราฟมาตรวจสอบแนวคิดของตัวเองได้อย่างไร

เพราะการวิเคราะห์คลื่นไม่ควรจบลงแค่การบอกว่าตลาดกำลังสร้างรูปแบบอะไร แต่ต้องอธิบายได้ด้วยว่าคลื่นเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร และความสัมพันธ์นั้นกำลังบอกอะไรเรา

นี่คือศาสตร์แห่งคลื่น เล่ม 2: คลื่นสัมพันธ์

ความรู้ไม่จริงมีราคาแพงกว่าเสมอ — รู้คลื่น รู้อนาคต

สนใจหนังสือ ทักมาเลยครับ
ราคา 2,500 บาท เป็น e book
สงวนสิทธิขายให้คนที่ซื้อเล่ม 1 แล้วเท่านั้น

Elliott Wave ที่คนส่วนใหญ่เรียน ไม่ใช่ของ R.N. Elliott — บทความที่ 1Elliott Wave ที่คุณเรียนอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ Elliott...
09/10/2026

Elliott Wave ที่คนส่วนใหญ่เรียน ไม่ใช่ของ R.N. Elliott — บทความที่ 1

Elliott Wave ที่คุณเรียนอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ Elliott Wave ที่ R.N. Elliott เขียนไว้ตั้งแต่แรก

หนังสือ Elliott Wave Principle: Key to Market Behavior ของ A. J. Frost และ Robert Prechter ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1978 เป็นตำราที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเรียน Elliott Wave ทั่วโลก แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การถ่ายทอดทฤษฎีดั้งเดิมของ R. N. Elliott ทั้งหมด หากเป็นระบบที่ Frost และ Prechter คัดเลือก จัดระเบียบ แก้ไข และปฏิเสธแนวคิดบางอย่างของ Elliott อย่างเปิดเผย

Elliott เขียนงานสำคัญไว้ใน The Wave Principle (1938), บทความ 12 ตอนในนิตยสาร Financial World (1939) และ Nature’s Law: The Secret of the Universe (1946) ต่อมา Robert Prechter รวบรวมงานเหล่านี้ตีพิมพ์ในชื่อ R. N. Elliott’s Masterworks พร้อมเชิงอรรถและคำวิจารณ์ของตนเอง

ส่วนในตำรา Frost–Prechter บทที่ 1 มีหัวข้อชื่อ “Erroneous Concepts and Patterns” ซึ่งกล่าวถึงแนวคิดและรูปแบบที่ผู้เขียนเห็นว่า Elliott ตีความผิดหรือไม่ควรยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบมาตรฐาน

ผมจึงลองไล่ตรวจสอบแนวคิด 6 ข้อที่ Frost–Prechter ปฏิเสธหรือไม่ยอมรับเป็นรูปแบบแยกต่างหาก เพื่อดูว่าพวกเขาตัดอะไรออก เหตุผลคืออะไร และการตัดสินใจนั้นส่งผลต่อการนับคลื่นอย่างไร

1. Irregular Top — จุดสูงสุดที่เกิดหลังคลื่น 5 จบ

Elliott เสนอแนวคิดที่เรียกว่า Irregular Top เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่จุดสูงสุดของราคาเกิดขึ้นหลังจากจุดจบตามโครงสร้างของคลื่น 5 หรือที่เรียกว่า Orthodox Top แล้ว

ตามคำอธิบายของ Frost–Prechter Elliott เชื่อว่าเมื่อคลื่น 5 ของระดับหนึ่งเป็น Extension และไปจบคลื่น 5 ของระดับที่ใหญ่กว่า ตลาดหมีที่ตามมาอาจเริ่มต้นด้วย Expanded Flat ซึ่งคลื่น A มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับคลื่น C ส่วนคลื่น B กลับขึ้นไปทำจุดสูงใหม่เหนือยอดเดิม จึงเรียกว่า Irregular Top

Elliott ยังเสนอด้วยว่าตลาดที่ขึ้นไปทำยอดแบบ Irregular Top กับตลาดที่ทำยอดแบบปกติอาจสลับกันเป็นช่วง ๆ

ใน Nature’s Law บท “Irregular Tops” Elliott ยกตัวอย่างการปรับตัวลงของตลาดระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1928 ถึงกรกฎาคม 1932 โดยพิจารณาความสัมพันธ์สี่ด้าน ได้แก่ รูปแบบคลื่น ขนาดการเคลื่อนไหว Double Retracement ของ Extension ในช่วงปี 1921–1928 และระยะเวลา 60 เดือนหรือ 5 ปี ซึ่ง Elliott เชื่อมโยงกับ Fibonacci Summation Series

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบางส่วนจากต้นฉบับที่ผมตรวจอ่านได้ยังไม่ชัด จึงยังไม่ถือว่าตัวอย่างและเงื่อนไขทั้งสี่ได้รับการยืนยันครบถ้วนแล้ว

Frost–Prechter ไม่ยอมรับ Irregular Top ว่าเป็นรูปแบบพิเศษ แต่ใช้อธิบายยอดที่คลื่น B ของ Expanded Flat ทำจุดสูงใหม่ตามหลักการของระบบมาตรฐานแทน

ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะ Elliott ใช้ Irregular Top อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจุดจบของคลื่นตามโครงสร้างกับจุดสูงสุดจริงของราคา ขณะที่ Frost–Prechter มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีชื่อหรือกฎเฉพาะของตัวเอง

2. Irregular Type 2 — รูปแบบที่ Elliott ใช้อธิบายคลื่น 2

ตามคำอธิบายของ Frost–Prechter Elliott เสนอรูปแบบแก้ไข A-B-C ชนิดหนึ่งเรียกว่า Irregular Type 2 โดยคลื่น B ไม่ถึงจุดเริ่มต้นของคลื่น A และคลื่น C ก็ไม่ถึงจุดจบของคลื่น A ลักษณะจึงมีส่วนคล้าย Zigzag และ Running Correction

Frost–Prechter ระบุว่า Elliott มักใช้รูปแบบนี้ในตำแหน่งคลื่น 2 ของ Impulse แต่รายละเอียดการใช้งานในตัวอย่างต้นฉบับยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

เหตุใดรูปแบบนี้จึงสำคัญ? เพราะในระบบของ Elliott มันสัมพันธ์กับแนวคิด Irregular Top โดยตรง

ตามข้อโต้แย้งของ Frost–Prechter Elliott พยายามอธิบายการเคลื่อนไหวที่พวกเขาเห็นว่าแท้จริงแล้วเป็น Extension ของคลื่น 3 ให้กลายเป็น Extension ของคลื่น 5 จึงเกิดแนวคิด Irregular Type 2 เพื่ออธิบายคลื่นสองช่วงแรก และ Irregular Top เพื่ออธิบายคลื่นสองช่วงที่เหลือ

Frost–Prechter จึงมองว่าทั้งสองแนวคิดเป็นผลจากความผิดพลาดในการนับคลื่นชุดเดียวกัน ไม่ใช่รูปแบบที่จำเป็นต้องมีอยู่จริง

หากยอมรับข้อโต้แย้งนี้ วิธีนับก็จะต่างออกไป เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างรูปแบบพิเศษมารองรับคลื่นที่ดูเหมือนเกินมาหรือขาดหายไป แต่สามารถกลับไปนับ Impulse และ Extension ตามระบบมาตรฐานได้เลย

3. Double Retracement — การแก้ไขที่ผ่านบริเวณเดิมสองครั้ง

ใน Nature’s Law Elliott กล่าวถึงพฤติกรรมที่เรียกว่า Double Retracement คือการเคลื่อนไหวที่ย้อนผ่านบริเวณเดิมสองครั้ง โดยมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งของ Extension ในโครงสร้างคลื่น

ตามข้อความที่อ่านได้ หาก Extension เกิดในคลื่น 1 คลื่น 2 และ 3 จะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย้อนกลับดังกล่าว หาก Extension เกิดในคลื่น 3 คลื่น 4 และ 5 จะเข้ามามีบทบาท ส่วนกรณี Extension ของคลื่น 5 Elliott ระบุถึงการย้อนกลับครั้งแรกไปใกล้จุดเริ่มของ Extension และการเคลื่อนไหวครั้งที่สองกลับขึ้นไปสูงกว่าจุดเริ่มนั้น

แนวคิดนี้ยังเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขสี่ประการของ Irregular Top ที่ Elliott เสนอไว้

Frost–Prechter โต้แย้งว่า Double Retracement ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบพิเศษ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากโครงสร้างคลื่นปกติ การปรับฐานมักสิ้นสุดบริเวณคลื่น 4 ของระดับย่อย และการเคลื่อนไหวครั้งถัดไปอาจเป็น Impulse ที่อธิบายส่วนหนึ่งของ Expanded Flat ได้อยู่แล้ว

ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ใช้ Double Retracement เป็นเงื่อนไขเฉพาะในการยืนยันรูปแบบ

ผลที่ตามมาคือ หากไม่ยอมรับ Double Retracement ในฐานะเงื่อนไขของ Elliott ก็ย่อมกระทบต่อระบบเงื่อนไขสี่ข้อที่ Elliott ใช้อธิบาย Irregular Top ด้วย

4. Half-moon — รูปทรงที่ Frost–Prechter ไม่ถือเป็นรูปแบบคลื่น

Elliott กล่าวถึง Half-moon ใน *Nature’s Law* เพื่ออธิบายรูปทรงของตลาดหมีที่เริ่มต้นด้วยการลงอย่างช้า ๆ จากนั้นเร่งความเร็ว และจบด้วยการร่วงลงอย่างรุนแรงคล้ายการตื่นตระหนก

Frost–Prechter ไม่ถือว่า Half-moon เป็นรูปแบบคลื่นที่แยกต่างหาก แต่เห็นว่าเป็นเพียงคำบรรยายลักษณะการเคลื่อนไหวของราคา และรูปร่างที่เห็นอาจแตกต่างกันตามชนิดของกราฟ เช่น Logarithmic Scale หรือ Arithmetic Scale

ประเด็นนี้มีน้ำหนักน้อยกว่าสามข้อแรก เพราะแม้จะตัดคำว่า Half-moon ออกจากระบบ ก็ไม่ได้เปลี่ยนกฎการนับคลื่นโดยตรงมากนัก แต่แสดงให้เห็นว่า Frost–Prechter ไม่ได้รักษาคำศัพท์และคำอธิบายทุกอย่างของ Elliott ไว้ในระบบของตน

5. A-B Base — ฐานราคาที่ขึ้นสามคลื่นแล้วลงสามคลื่น

ใน Nature’s Law Elliott กล่าวถึงรูปแบบที่เรียกว่า A-B Base โดยอธิบายว่า หลังจากตลาดขาลงสิ้นสุดลงด้วยโครงสร้างที่นับได้อย่างถูกต้อง ตลาดอาจเคลื่อนขึ้นสามคลื่นและลงสามคลื่น ก่อนเริ่มตลาดกระทิงห้าคลื่นที่แท้จริง

Frost–Prechter ปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างหนักแน่น พวกเขาระบุว่าไม่เคยพบรูปแบบดังกล่าว และมองว่ามันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ Wave Principle เพราะหากยอมรับ A-B Base จริง ก็จะทำให้หลักการของทฤษฎีมีปัญหา

พวกเขายังเสนอว่า Elliott อาจสร้างแนวคิดนี้ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการตีความ 13-year Triangle ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่พวกเขาไม่เห็นด้วย พร้อมวิจารณ์ว่า Elliott ปล่อยให้สมมติฐานที่ตั้งไว้ก่อนมีอิทธิพลต่อการตีความตลาด

นี่เป็นการปฏิเสธที่ชัดเจนกว่าการเปลี่ยนชื่อหรือจัดหมวดหมู่ใหม่ เพราะ Frost–Prechter ไม่ได้เพียงเลือกใช้คำอธิบายอื่น แต่ระบุว่า A-B Base ไม่ใช่รูปแบบที่เป็นไปได้ในระบบของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม การที่ Frost–Prechter ปฏิเสธรูปแบบนี้ยังไม่ใช่หลักฐานโดยตัวมันเองว่ารูปแบบดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในทุกกรณี สิ่งที่ต้องตรวจต่อคือเหตุผลและหลักฐานที่ใช้ตัดสินว่ามันขัดกับ Wave Principle จริงหรือไม่

6. 13-year Triangle — สามเหลี่ยมที่ใช้เวลา 13 ปี

ใน *Nature’s Law* Elliott มีบทชื่อ “The Thirteen Year Triangle” ซึ่งตีความการปรับฐานหลังจุดสูงสุดช่วงปี 1928–1929 ว่าดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 1942 และมีโครงสร้างเป็นสามเหลี่ยมระยะยาว แทนที่จะเป็นการปรับฐานสามคลื่น A-B-C ตามปกติ

เชิงอรรถของ Prechter ใน Masterworks โต้แย้งว่า Elliott ตั้งสมมติฐานว่าการปรับตัวลงระหว่างปี 1929–1932 สั้นเกินกว่าจะเป็นการปรับฐานของ Supercycle ก่อนหน้า สมมติฐานดังกล่าวจึงผลักให้ Elliott ต้องตีความโครงสร้างต่อเนื่องเป็นสามเหลี่ยมระยะเวลา 13 ปี

Prechter ยอมรับว่าชุดอัตราส่วน .618 ที่เรียงตามเส้นแนวโน้มบรรจบกันเป็นหลักฐานที่น่าสนใจที่สุดของ Elliott แต่แย้งว่าความสัมพันธ์คล้ายกันสามารถเกิดขึ้นในช่วงเวลาอื่นได้ จึงไม่เพียงพอที่จะยืนยันการตีความนั้นด้วยตัวมันเอง

Prechter เสนอการนับทางเลือกสำหรับช่วงตลาดดังกล่าว แต่ข้อความที่ผมตรวจอ่านได้ยังไม่สมบูรณ์พอจะยืนยันตำแหน่งคลื่นและวันที่ทั้งหมดอย่างละเอียด จึงไม่ควรนำรายละเอียดการนับทางเลือกนั้นมาอ้างเป็นข้อยุติ

จุดยืนของ Frost–Prechter คือไม่ยอมรับ 13-year Triangle ภายใต้กติกา Wave Principle ของพวกเขา

ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับศัพท์เรียกคลื่นเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการตีความโครงสร้างตลาดระยะยาวช่วงปี 1929–1942 ซึ่ง Elliott ให้ความสำคัญถึงขั้นเขียนเป็นบทเฉพาะใน Nature’s Law

เหตุใด Frost–Prechter จึงปฏิเสธแนวคิดเหล่านี้?

จากคำอธิบายของ Frost–Prechter สามารถสรุปเหตุผลหลักได้ห้าประการ

ประการแรก พวกเขาเชื่อว่า Elliott มีอคติในการระบุ Extension โดยมักมองว่าคลื่น 5 เป็นคลื่นที่ยืดออก ทั้งที่ในบางกรณีคลื่น 3 อาจเป็นคลื่นที่ยืดจริง ประสบการณ์ที่ Elliott สังเกตเห็น Extension ของคลื่น 5 ในระดับ Primary ในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 อาจมีผลต่อการตีความของเขา

ประการที่สอง พวกเขามองว่า Irregular Type 2 และ Irregular Top เป็นแนวคิดที่เกิดจากปัญหาการนับคลื่นเดียวกัน หากการนับเดิมผิดตั้งแต่ต้น ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างรูปแบบพิเศษขึ้นมารองรับคลื่นที่ดูเหมือนขาดหายหรือเกินมา

ประการที่สาม พวกเขาเห็นว่า Double Retracement สามารถอธิบายได้ด้วยโครงสร้างคลื่นปกติอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อเป็นรูปแบบพิเศษอีกชุดหนึ่ง

ประการที่สี่ พวกเขาต้องการให้ระบบมีขอบเขตชัดเจน โดยระบุว่ารูปแบบคลื่นที่เป็นไปได้ทั้งหมดควรอยู่ภายในระบบ หากเปิดรับรูปแบบอย่าง A-B Base ที่ขัดกับหลักการอื่น ก็อาจทำให้ทฤษฎีไม่สามารถจำกัดหรือหักล้างการตีความที่ผิดได้

ประการที่ห้า Frost–Prechter อ้างประสบการณ์การสังเกตการเคลื่อนไหวของ Dow Jones Industrial Average มาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี เพื่อสนับสนุนข้อสรุปว่าการค้นพบของ Elliott เกี่ยวกับ Extension และพฤติกรรมหลัง Extension บางส่วนไม่ถูกต้อง

เหตุผลเหล่านี้มีทั้งประเด็นเชิงตรรกะและประสบการณ์จากการอ่านกราฟ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า การนับคลื่นของ Frost–Prechter เองก็เป็นการตีความตลาด ไม่ใช่ผลการทดสอบทางสถิติที่พิสูจน์ข้อสรุปทุกข้อได้โดยอัตโนมัติ การที่พวกเขาตัดสินว่ารูปแบบหนึ่งเป็นไปไม่ได้จึงควรถูกพิจารณาจากหลักฐานและเหตุผลที่ใช้ประกอบ ไม่ใช่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วเพียงเพราะอยู่ในตำรามาตรฐาน

เมื่อแนวคิดทั้งหกถูกจัดการต่างออกไป วิธีนับคลื่นเปลี่ยนอย่างไร?

Irregular Top ถูกแทนด้วยการนับ Extension ของคลื่น 3 ร่วมกับ Expanded Flat โดยไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อรูปแบบพิเศษสำหรับยอดที่เกิดหลัง Orthodox Top

Irregular Type 2 ถูกตัดออกจากรายการรูปแบบ จึงไม่ต้องใช้โครงสร้างนี้อธิบายตำแหน่งคลื่น 2 ตามแนวคิดดั้งเดิมของ Elliott

Double Retracement ถูกลดบทบาทจากเงื่อนไขเฉพาะของรูปแบบ มาเป็นคำอธิบายพฤติกรรมที่อาจอธิบายได้จากโครงสร้างคลื่นปกติ

Half-moon ไม่ถือเป็นรูปแบบคลื่นแยกต่างหาก แต่เป็นคำบรรยายรูปร่างของราคา

A-B Base ถูกปฏิเสธว่าไม่ใช่รูปแบบที่เป็นไปได้ในระบบ Frost–Prechter

ส่วน 13-year Triangle ไม่ได้รับการยอมรับเป็นกรอบการนับมาตรฐานสำหรับการตีความตลาดช่วงปี 1929–1942

กล่าวโดยรวม ระบบของ Frost–Prechter มีรายการรูปแบบที่จำกัดและเป็นระเบียบกว่าการรวบรวมแนวคิดทั้งหมดที่ปรากฏในงานของ Elliott แต่การจัดระบบให้ชัดเจนขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกการตัดสินใจถูกต้องโดยอัตโนมัติ และการที่แนวคิดดั้งเดิมถูกตัดออกก็ไม่ได้พิสูจน์โดยตัวมันเองว่า Elliott ถูกหรือผิด

สรุป: สิ่งที่คนเรียน Elliott Wave ควรรู้

หนังสือ Elliott Wave Principle: Key to Market Behavior เป็นตำราที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบ Elliott Wave สมัยใหม่ แต่ไม่ควรเข้าใจว่าเนื้อหาทั้งหมดตรงกับงานดั้งเดิมของ R. N. Elliott เพราะ Frost–Prechter ยอมรับ ปรับเปลี่ยน และปฏิเสธแนวคิดบางอย่างของ Elliott อย่างชัดเจน

ทั้งหกประเด็นที่กล่าวมาไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน Irregular Top, Irregular Type 2 และ Double Retracement เกี่ยวข้องกับวิธีอธิบาย Extension และโครงสร้างคลื่นโดยตรง ขณะที่ A-B Base และ 13-year Triangle เกี่ยวข้องกับการยอมรับหรือปฏิเสธรูปแบบและการตีความตลาดระยะยาว ส่วน Half-moon มีผลต่อการนับคลื่นน้อยกว่า

"ดังนั้น หากจะอ้างว่า “Elliott เขียนว่าอะไร” ควรระบุให้ชัดว่าข้อความนั้นมาจากงานใด เช่น The Wave Principle (1938), Nature’s Law (1946) หรือ Masterworks ไม่ใช่อ้างจากตำรา Frost–Prechter แล้วถือว่าเป็นความคิดดั้งเดิมของ Elliott ทั้งหมด!!!"

บทความนี้จึงไม่ใช่ข้อสรุปว่า Elliott ถูกและ Frost–Prechter ผิด แต่เป็นการเปิดให้เห็นว่า Elliott Wave ที่คนส่วนใหญ่เรียนในปัจจุบัน ผ่านการเลือกและการตีความของผู้เขียนรุ่นหลังมาแล้ว ไม่ใช่การถ่ายทอดต้นฉบับของผู้ก่อตั้งอย่างครบถ้วน

ความรู้ไม่จริงมีราคาแพงกว่าเสมอ — รู้คลื่น รู้อนาคต

ขึ้นไปตามลูกศรแล้ว เหลือว่าจะลงมาตามลูกศรไหม BEFORE  AFTER 😁
09/10/2026

ขึ้นไปตามลูกศรแล้ว เหลือว่าจะลงมาตามลูกศรไหม
BEFORE AFTER 😁

เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งทักมาถามเรื่องเรียน ผมบอกค่าเรียนไปว่า 28,000 บาทน้องถามกลับมาว่า “ทำไมถูกจัง?”ผมก็เลยถามกลับไปว่า ...
09/10/2026

เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งทักมาถามเรื่องเรียน ผมบอกค่าเรียนไปว่า 28,000 บาท
น้องถามกลับมาว่า “ทำไมถูกจัง?”
ผมก็เลยถามกลับไปว่า แล้วทำไมมันต้องแพงล่ะ?

คนมาเรียนก็ต้องการความรู้ไปใช้กับตลาด เพื่อสร้างกำไรให้ตัวเอง ไม่ใช่มาจ่ายเงินแพงๆ เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองได้เรียนของแพง

คอร์สของผมใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง ถ้าหารออกมาแล้ว ผมได้ค่าชั่วโมงประมาณห้าร้อยกว่าบาท ผมว่าโอเคแล้ว

เพราะสิ่งที่ผมได้จากการสอนไม่ใช่แค่เงินค่าเรียน ถ้าคนที่มาเรียนเอาความรู้ไปใช้กับตลาดได้จริง ทำกำไรได้จริง ชีวิตเขาดีขึ้น ผมก็รู้สึกดีไปด้วย จะเรียกว่าผมได้บุญหรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน 555

ผมไม่ได้คิดว่าความรู้ที่ดีจำเป็นต้องขายให้แพงเพื่อพิสูจน์ว่ามันมีคุณค่า

ถ้าอยากเรียน Elliott Wave เรียนที่ไหนก็ได้ หนังสือก็มี คนสอนก็มี คอร์สก็มี
แต่สิ่งที่ผมสอนคือทฤษฎีคลื่นโดยตรง ไม่ใช่การเอา SMC เอาแนวรับแนวต้าน หรือเอาศาสตร์อื่นเข้ามาประกอบ แล้วเรียกมันว่า Elliott Wave ระบบใหม่

สำหรับผม Elliott Wave ไม่จำเป็นต้องยืมศาสตร์อื่นมาเติมให้มันสมบูรณ์ ปัญหาอยู่ที่เราเข้าใจตัวมันลึกพอหรือยังต่างหาก

ดังนั้นสิ่งที่ผมสอนก็คือ Elliott Wave ล้วนๆ ไม่ใช่ Elliott Wave ที่เอาศาสตร์อื่นมาผสมเพื่อให้ดูเป็นระบบใหม่ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอดหลายปี คือกลับไปดูที่ตัวทฤษฎีคลื่นเอง ทดลองกับตลาดจริง และหาว่าอะไรคือแก่นของมัน

สุดท้ายผมกลับมาคิดถึงคำถามของน้องคนนั้นว่า “ทำไมถูกจัง?”
บางทีเราอาจต้องกลับคำถามใหม่ว่า ทำไมความรู้ต้องแพงถึงจะมีคุณค่า?

ความรู้ที่ดี ต่อให้ราคาไม่แพง มันก็ยังมีคุณค่า
แต่ความรู้ที่ไม่จริง ต่อให้เรียนฟรีก็ยังแพง เพราะราคาที่แท้จริงของมันไม่ได้อยู่ที่ค่าเรียน แต่อยู่ที่สิ่งที่คุณเสียไปหลังจากเชื่อมัน

ความรู้ไม่จริงมีราคาแพงกว่าเสมอ — รู้คลื่น รู้อนาคต
zenith wave by peter

แจก label xauusd ดีกรีใหญ่สุด เห็นนับผิดกันเยอะมาก ดูนี่นะหลายคนนับคลื่นดีกรีใหญ่สุด ระดับ Grand super cycle และบอกว่า ค...
09/10/2026

แจก label xauusd ดีกรีใหญ่สุด
เห็นนับผิดกันเยอะมาก ดูนี่นะ

หลายคนนับคลื่นดีกรีใหญ่สุด ระดับ Grand super cycle และบอกว่า คลื่นย่อยมี 11 คลื่นบ้าง คลื่น 3 จบตรง ath บ้าง เอิ่มมม..

ก็คุณเล่นเอาคลื่นดีกรีเล็กไปนับรวมกับดีกรีใหญ่ คุณไม่แบ่งแยกดีกรีให้ถูก การนับของคุณก็จะผิดไปหมดครับ

ดูจากรูปเอานะครับ นี่คือการแบ่งคลื่น ตัวเลข 1 2 3 คือคลื่น 1 2 3
ตัวเลข 1/3 2/3 3/3 4/3 คือคลื่นย่อยของ 3

ทุกอย่างวัดค่าได้เชิงปริมาณ ด้วยคลื่นสัมพันธ์ ยืนยันโครงสร้าง impulse ที่ถูกต้อง

เซฟเก็บไว้ใช้อ้างอิงเวลานับคลื่นครับ เริ่มต้นผิด มันก็ผิดไปตลอดทาง

ความรู้ไม่จริงมีราคาแพงกว่าเสมอ
รู้คลื่น รู้อนาคต

ZENITH WAVE.
Peter.

นับคลื่นผิด หรือแค่เปลี่ยนโซน?คำวิจารณ์ที่ผมได้ยินเรื่อง Elliott Wave บ่อยที่สุดคือ "นับผิดแล้วก็นับใหม่" ฟังดูเป็นจุดอ่...
08/10/2026

นับคลื่นผิด หรือแค่เปลี่ยนโซน?

คำวิจารณ์ที่ผมได้ยินเรื่อง Elliott Wave บ่อยที่สุดคือ "นับผิดแล้วก็นับใหม่" ฟังดูเป็นจุดอ่อนใหญ่ ราคาไม่ไปตามที่นับ ก็เปลี่ยน Count ได้เรื่อยๆ

แต่ก่อนจะหัวเราะใส่ Elliott Wave ลองเอามาตรฐานเดียวกันไปวัดทฤษฎีอื่นบ้าง

ในตลาดไม่มีทฤษฎีไหนรู้อนาคต 100% ต่างกันแค่ว่าแต่ละทฤษฎีจัดการกับความผิดอย่างไร

ลองดู SMC
ราคามาถึงโซนแล้วกลับตัว ก็ถือว่าถูก แต่ถ้าไม่กลับล่ะ? คำอธิบายก็เป็นว่า "โซนนี้ไม่ใช่ ดูโซนถัดไป" ทะลุอีกก็ "Liquidity ยังไม่ถูกเก็บ" สุดท้ายบางกราฟก็มี Zone A, B, C, D เต็มหน้าจอ

ผมไม่ได้บอกว่า SMC ใช้ไม่ได้ มันมีข้อดีชัดเจนคือไม่ต้องทายจุดกลับตัวให้แม่น แค่แบ่งพื้นที่แล้วรอดูพฤติกรรมราคา แต่ข้อเสียก็อยู่ตรงเดียวกัน เมื่อโซนแรกไม่ทำงาน ระบบก็ขยับไปโซนถัดไปได้

คำถามที่ Elliott โดนจึงใช้กับ SMC ได้เหมือนกัน แค่เปลี่ยนรูป
Elliott เปลี่ยน Count ถูกหาว่า "นับใหม่"
SMC เปลี่ยน Zone จะเรียกว่าอะไร?

แนวรับแนวต้านก็เหมือนกัน หลุดแนวรับก็กลายเป็นแนวต้าน ทะลุอีกก็หาแนวถัดไป นี่เป็นธรรมชาติของการวิเคราะห์ตลาด

ประเด็นจึงไม่ใช่ "ระบบไหนผิด?" แต่คือ "เมื่อระบบผิด มันรู้ตัวอย่างไร?"

Elliott Wave ถามว่า "ตอนนี้ตลาดอยู่ในโครงสร้างอะไร"
SMC ถามว่า "บริเวณไหนที่ราคาน่าจะตอบสนอง"
Price Action ถามว่า "ราคามาถึงตรงนั้นแล้วทำอะไร"

จุดอ่อนของ Elliott คือถ้านับตามรูปโดยไม่มีกฎที่เข้มพอ มันจะกลายเป็นศิลปะการตีกราฟทันที และเพราะคนเห็น Count ที่เปลี่ยนไปได้ชัด Elliott จึงโดนโจมตีหนักกว่าใคร

ส่วนระบบที่มีโซนเยอะก็ยืดหยุ่นไม่แพ้กัน แค่ความยืดหยุ่นนั้นไม่ได้ปรากฏเป็น "นับใหม่" แต่ปรากฏเป็น "โซนนี้ไม่ทำงาน ไปโซนหน้า"

สุดท้าย...
ระบบที่ดีไม่ใช่ระบบที่ไม่เคยผิด ตลาดจริงไม่มีระบบแบบนั้น
ระบบที่ดีคือระบบที่บอกเราได้ว่า "ตรงนี้กูผิดแล้ว" โดยไม่ต้องรอให้ราคาวิ่งไปไกลจนเราหาเหตุผลใหม่มารองรับได้ทุกครั้ง

นี่คือมาตรฐานที่ควรใช้วัดทุกทฤษฎีเท่ากัน

มุมมองการนับคลื่น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
เพราะความรู้ไม่จริง มีราคาที่แพงมาก
รู้คลื่น รู้อนาคต

ยินดีต้อนรับสู่ Top One Gold Academy Traderบ้านของคนอยาก "รู้คลื่น รู้อนาคต"หลายคนถามว่าผมมีสอนอะไรบ้าง ผมรวมไว้ให้โพสต์...
08/10/2026

ยินดีต้อนรับสู่ Top One Gold Academy Trader
บ้านของคนอยาก "รู้คลื่น รู้อนาคต"

หลายคนถามว่าผมมีสอนอะไรบ้าง ผมรวมไว้ให้โพสต์เดียวจบตรงนี้ครับ

หนังสือ คอร์สเรียน ห้องวิเคราะห์ รายละเอียด ดังนี้

- หนังสือ ศาสตร์แห่งคลื่น เล่ม 1 รายละเอียดกดที่ลิ๊งค์ เป็นเล่มที่ต้องมี สำหรับความเข้าใจ Elliott Wave และ NEo Wave แบบลึกซึ้ง ราคา 2,500 บาท

https://www.facebook.com/share/p/19kE7DfQpR/

- หนังสือ ศาสตร์แห่งคลื่น เล่ม 2 เล่มนี้เป็น How To การใช้แก่นของวิชาทั้งหมด ดีกรี และคลื่นสัมพันธ์ ในการนับคลื่น และหาเป้าหมายราคา จำหน่ายให้เฉพาะผู้ที่ซื้อเล่ม 1 แล้วเท่านั้น ราคา 2,500 บาท

https://www.facebook.com/share/p/19bHXvNxJa/

- คอร์สเรียนส่วนตัว 28,000 บาท สอนสด ออนไลน์ ส่วนตัวเท่านั้น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เรียนจนกว่าจะเข้าใจ จบแล้วมีคอร์สทบทวน ทุกวันอาทิตย์ฟรี ตลอดชีพ ดูแลเหมือนคนในครอบครัว🥰

- คอร์สกลุ่ม ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ทักสอบถามราคาโดยตรง

https://www.facebook.com/share/p/1C9kr8qB64/

- ห้องวิเคราะห์รายวัน "รู้คลื่น รู้อนาคต"
ห้องที่ผมอัปเดตมุมมองทองคำทั้งวัน
มีทั้งคนอ่านหนังสือแล้วมาต่อยอด และคนที่ยังไม่ได้เรียน มาดูวิธีคิดก่อนได้
ค่าสมาชิก 3 เดือน 2,700 บาท
หนึ่งปี 9,900 บาท

สนใจ dm มาสอบถามผมได้เลยครับ

ที่อยู่

ไทย
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Top One Gold Academy Trader โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์