07/07/2026
Tax บุคคลธรรมดา ‼️
หักเหมา 60% หรือหักค่าใช้จ่ายจริง
นี่คือ.. สิ่งทีเป็นปัญหา
ในการคำนวณภาษีเงินได้ "บุคคลธรรมดา"
---
"พี่หนอม หักค่าใช้จ่ายแบบไหนคุ้มกว่า"
ตั้งแต่ทำงานนี้ดีมา ผมเจอคำถามนี้บ่อยมากครับ โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจส่วนตัว ขายของออนไลน์ ขายอาหาร ที่รู้สึกว่า “ต้นทุนจริง ๆ ในการทำงานมันเกิน 60% นะ ทำไมต้องหักเหมาแค่นี้ด้วย”
ฟังดูเหมือนคำตอบง่ายมากครับ ถ้าต้นทุนจริงสูงกว่าที่กฎหมายให้หักเหมาได้ ก็น่าจะเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ เพราะจะทำให้เงินได้สุทธิลดลง และภาษีที่ต้องเสียอาจลดลงตามไปด้วย
แต่ในชีวิตจริง เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเลขภาษีอย่างเดียว มันมีต้นทุนอีกก้อนหนึ่งที่หลายคนมองไม่เห็น นั่นคือต้นทุนเอกสาร ต้นทุนเวลา และต้นทุนสุขภาพจิต
มาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันครับ...
---
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” หรือ "ค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี" จากสูตร เงินได้สุทธิ = เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
มันไม่ได้แปลว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เราจ่ายไปในชีวิต จะเอามาหักภาษีได้ทั้งหมด
โดยหลักการแล้ว ค่าใช้จ่ายที่หักในการคำนวณภาษีได้ต้องเกี่ยวข้องกับรายได้หรือธุรกิจที่ทำจริง มีจำนวนสมเหตุสมผล กฎหมายไม่ได้ห้าม และที่สำคัญคือต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้ด้วย
จากสูตรการคำนวณภาษีที่ยกตัวอย่างมา จะเห็นว่า “ค่าใช้จ่าย” จึงเป็นตัวแปรสำคัญมาก เพราะถ้าหักได้มาก เงินได้สุทธิก็น้อยลง ภาษีก็ลดลง แต่ปัญหาคือกฎหมายไม่ได้ให้ทุกคนเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้เสมอไป
ทุกอย่างต้องเริ่มจากการดูว่าเรามีรายได้เท่าไร และ ประเภทไหนก่อน
---
เริ่มต้นจากรายได้
สิ่งแรกที่จะทำให้เราคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถูกต้อง คือ "รายได้" ตามจำนวนที่เรามีในแต่ละปี และหน้าที่ที่เราต้องรู้ว่าเป็นรายได้ประเภทไหนตามกฎหมาย
ถ้าเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือรายได้จากการรับทำงานให้ในลักษณะที่ต้นทุนหลักคือตัวเราเอง กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 100,000 บาท กลุ่มนี้ไม่มีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต่อให้เรารู้สึกว่ามีต้นทุนเยอะแค่ไหนก็ตาม มันก็ได้แค่นี้จริง ๆ พูดแล้วเศร้า แต่เราต้องสู้
แต่ถ้าเป็นรายได้บางกลุ่ม เช่น ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา หรือรายได้จากการทำธุรกิจบางประเภท อาจเลือกได้ว่าจะหักแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือหักตามจริง แต่สำหรับเนื้อหาในบทความนี้จะโฟกัสไปที่ รายได้ประเภทที่ 8 เช่น การขายของหรือทำธุรกิจ เป็นหลัก ซี่งมี "กติกาพิเศษ" ที่ต้องทำความเขาใจ
เพราะรายได้ประเภทที่ 8 นี้ต้องดูรายละเอียดอีกทีหนึ่งว่ารายได้ที่มีอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายให้หักเหมาได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าพอเป็นรายได้ประเภทที่ 8 แล้วจะหักเหมา 60% ได้ทุกกรณี เพราะถ้าไม่เป็นไปตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ต่อให้เป็นเงินได้ประเภทที 8 ก็ต้องหักค่าใช้จ่ายจริงอย่างเดียว เหมาไม่ได้
นี่คือสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดทุกครั้ง
และมักจะรู้ตัวตอนที่สายไปแล้ว
โอเค.. ชักจะยาวเกินไป
สรุปเลยได้ไหมว่ายังไงดีกว่า
---
หักเหมา หรือ หักจริง ?
หลายคนจะเริ่มคิดว่า ถ้าธุรกิจเราเลือกหักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา หรือ จริง ตามที่ว่ามา และมีต้นทุนจริงมากกว่า 60% การหักตามจริงน่าจะดีกว่า เช่น รายได้ทั้งปี 1,500,000 บาท แต่มีต้นทุนสินค้า ค่าส่ง ค่าแพ็กของ ค่าโฆษณา และค่าจ้างต่าง ๆ รวม 1,200,000 บาท
ถ้าเลือกหักเหมา 60% จะหักได้แค่ 900,000 บาท แต่ถ้าหักตามจริงจะหักได้ 1,200,000 บาท
คำตอบแรก คือ ใช่ครับ หักจริงคุ้มกว่าเหมา
แต่คำถามต่อไปคือ “ภาษีที่ประหยัดได้ คุ้มกับสิ่งที่แลกมาหรือเปล่า”
เพราะการหักค่าใช้จ่ายจริงของบุคคลธรรมดา ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยไปกว่าธุรกิจที่อยู่ในรูปแบบบริษัท มีทั้งหลักฐานที่จ่าย ความสัมพันธ์กับรายได้ เงื่อนไขตามกฎหมาย
นี่ยังไม่รวมถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ต้องให้ละเอียดและเชื่อถือได้มากพอว่า ตัวเลขค่าใช้จ่ายจริงที่เอามาใช้ มันจริงและถูกต้อง
นี่คือจุดที่ผมเห็นใจคนทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดามากครับ เพราะในทางทฤษฎี การหักค่าใช้จ่ายจริงฟังดูดีมาก
แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่ใช่แค่การบอกสรรพากรว่า “ผมจ่ายจริงนะครับพรี่ พรี่ไม่เชื่อหรอ ผมคนดีนะจั้บผม” แล้วจบ
เพราะค่าใช้จ่ายจริงต้องมีหลักฐาน ต้องมีเอกสาร ต้องแยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ ต้องรู้ว่ารายจ่ายไหนเกี่ยวกับกิจการ รายจ่ายไหนเป็นรายจ่ายส่วนตัว และต้องพร้อมอธิบายได้ว่าทำไมรายจ่ายนั้นจึงจำเป็นต่อการหารายได้
ลองดูตัวอย่างหลักฐานที่ต้องมีก็ได้ครับ
แค่คิดตามแล้วหัวจะปวด
หลักฐานที่ดีที่สุดคือใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ขายหรือผู้ให้บริการ
ถ้าไม่มี อาจใช้ใบสำคัญรับเงินประกอบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน และหลักฐานการโอนเงิน ถ้าเป็นรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ อาจใช้ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินได้
แต่ยิ่งเป็นเอกสารที่เราทำขึ้นเอง ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งต่ำลง โดยเฉพาะถ้าเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ แนวทางนี้คือการทำเหมือนกับการเบิกรายจ่ายของบริษัทเลยครับ
แต่พี่ครับ บุคคลธรรมดานี่เหนื่อยนะครับ ไม่ได้ขอเอกสารได้ง่ายๆ เหมือนคนที่มีบริษัท
ลองคิดดูว่า เวลาไปซื้อของ ไปจ้างงาน ไปจ่ายค่าบริการ แล้วขอใบเสร็จให้ถูกต้อง บางร้านไม่เข้าใจ บางคนไม่อยากออกเอกสาร บางคนมองแรงเหมือนเราทำให้เขายุ่งยากอีก ทั้งที่เราแค่ต้องการหลักฐานสำหรับภาษีของตัวเองเท่านั้น
บางคนเลยมีความคิดว่า “ถ้าจะหักค่าใช้จ่ายตามจริง สุดท้ายเปิดบริษัทอาจคุ้มกว่า” ผมเห็นด้วยในหลายกรณีครับ
โดยเฉพาะถ้าธุรกิจเริ่มจริงจัง รายได้เริ่มสูง ต้นทุนจริงสูง ต้องซื้อของเยอะ จ้างคนเยอะ ขอเอกสารเยอะ และต้องการภาพความน่าเชื่อถือในการทำงานกับคู่ค้า การเป็นบริษัทอาจทำให้ระบบชัดขึ้น แยกเงินง่ายขึ้น ทำบัญชีเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น และบางครั้งสุขภาพจิตดีกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาแต่ต้องพยายามทำเอกสารให้เหมือนบริษัทซะอีก
แต่ผมไม่อยากให้สรุปว่า “เปิดบริษัทคือจบทุกกรณี” เพราะบริษัทก็มีต้นทุนของบริษัทเหมือนกัน ต้องทำบัญชี ต้องปิดงบ ต้องมีผู้สอบบัญชี ต้องยื่นแบบต่าง ๆ ต้องดูภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่มถ้าเข้าเกณฑ์ ต้องแยกเงินบริษัทกับเงินส่วนตัวให้ชัด และถ้าดึงเงินออกมาใช้ผิดวิธี ก็อาจมีปัญหาภาษีอีกแบบหนึ่งตามมา
เอาจริง ๆ บางทีก็ไม่เหมาะกับธุรกิจบางคนที่อยากจะอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาเหมือนกัน
นี่คือสิ่งที่คนทำธุรกิจ ( เงินได้ประเภทที่ 8 ) ที่อยากหักค่าใช้จ่ายจริงต้องแบกไว้มาตลอด
แต่ไหน ๆ พูดถึงการจดบริษัทแล้ว
คุยต่ออีกนิดละกันนะครับ
---
บุคคลธรรมดาหักค่าใช้จ่าย VS จดบริษัทหักให้มันจบ ๆ
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า บุคคลธรรมดาดีกว่าบริษัท หรือบริษัทดีกว่าบุคคลธรรมดา แต่คำถามจริง ๆ คือ “ธุรกิจของเราพร้อมมีระบบแค่ไหน”
ถ้ารายได้ยังไม่สูง ต้นทุนไม่ซับซ้อน เอกสารไม่ได้เยอะ และการหักเหมายังทำให้ภาษีสมเหตุสมผล การอยู่ในฐานะบุคคลธรรมดาแล้วหักเหมาอาจเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า สบายใจกว่า และประหยัดต้นทุนชีวิตมากกว่า
แต่ถ้าธุรกิจมีต้นทุนจริงสูงมาก ต้องการหักค่าใช้จ่ายจริงทุกปี เริ่มมีการจ้างงาน มีการซื้อขายจำนวนมาก ต้องขอเอกสารตลอดเวลา และเริ่มรู้สึกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาทำให้จัดการเอกสารยากขึ้นเรื่อย ๆ
ตรงนี้ควรเริ่มพิจารณาจริงจังว่า เราควรขยับไปทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือยัง
ไว้เรื่องนี้มาเล่าอีกทีละกันนะครับ จบแค่นี้ดีกว่า เดี๋ยวจะยาวเกินไป ฮา
---
สุดท้าย การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่แค่การถามว่า “ทำยังไงให้เสียภาษีน้อยที่สุด” แต่ต้องถามด้วยว่า “ต้นทุนในการลดภาษี เราจ่ายได้มากแค่ไหน”
เพราะบางครั้งภาษีที่ลดลง อาจแลกมาด้วยเวลาที่หายไป ความเครียดที่เพิ่มขึ้น และเอกสารที่เราต้องไล่เก็บทั้งปี แบบนั้นอาจไม่คุ้มก็ได้
ถ้าใครเป็นบุคคลธรรมดาที่กำลังคิดจะหักค่าใช้จ่ายตามจริง ลองเช็คให้ชัวร์ครับว่า คุ้มค่าไหม ทั้งภาษีทีป่ระหยัด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เวลาที่เสียไป และสุขภาพจิตที่แลกมา
หากคำตอบคือคุ้ม ก็ทำระบบเอกสารให้ดีตั้งแต่วันนี้ เก็บหลักฐานให้ครบ ทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ชัด และแยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัวให้ได้
ขอให้โชคดีครับ
ขอบคุณครับ